⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3549/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากการชำระหนี้ตามสัญญาเช่ากลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งผู้ให้เช่าจะต้องรับผิดชอบ ผู้ให้เช่าต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เช่า แต่หากผู้ให้เช่าไม่ต้องรับผิดชอบ ผู้ให้เช่าก็หลุดพ้นจากการชำระหนี้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยมูลสัญญาเช่า เนื่องจากการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการพ้นวิสัย หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ์แต่ถ้าจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยเป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ฉะนั้นจึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความแน่ชัดว่า การที่จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของและทรัพย์ที่เช่าไม่อาจส่งมอบได้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จะฟังจากเอกสารท้ายฟ้องท้ายคำให้การซึ่งเป็นหลักฐานเพียงบางส่วนมาวินิจฉัยชี้ขาดโดยไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบหาได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.218 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.219 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.222 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.372 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.537

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินของวัดใหม่ (ร้าง ) อ้างว่าเป็นที่ดินศาสนสมบัติกลางซึ่งจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ดูแลรักษาหลังจากทำสัญญาแล้วโจทก์ยังเข้าครอบครองที่ดินไม่ได้ ต้องฟ้องขับไล่ผู้ที่อยู่อาศัยระหว่างฟ้องขับไล่ วัดภูเขาดินฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น อ้างสิทธิในที่ดินแปลงนี้ ต่อมาจำเลยชนะคดีฟ้องขับไล่ โจทก์จึงชำระเงินเป็นค่าบำรุงศาสนสมบัติกลางแก่จำเลยแล้วเข้าก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ต่อมาวัดภูเขาดินห้ามมิให้โจทก์ก่อสร้างเพราะศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัดภูเขาดิน โจทก์ได้รับความเสียหายจึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัดใหม่ (ร้าง) อันเป็นศาสนสมบัติวัดร้างและอยู่ในความดูแลของจำเลย คดีฟ้องขับไล่ผู้อาศัยนั้นศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัดใหม่ (ร้าง) เป็นศาสนสมบัติวัดร้างอยู่ในความดูแลของจำเลย ขับไล่ผู้อาศัยออกไป ต่อมาวัดภูเขาดินฟ้องจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของตน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัดใหม่ (ร้าง) คดีอยู่ในระหว่างฎีกา จำเลยตกลงทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทต่ออีก และมอบที่ดินให้โจทก์เข้าทำประโยชน์ จำเลยมิได้ผิดสัญญา ต่อมาศาลฎีกาพิพากษากลับว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัดภูเขาดิน สัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยย่อมระงับไปเพราะการชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิด วันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นให้คู่ความนำสืบ คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินกัน ในระหว่างอายุสัญญาเช่าโจทก์ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลย ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่ากันใหม่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเฉพาะจำนวนที่โจทก์ชำระเป็นค่าบำรุงศาสนสมบัติกลางคืนแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยาน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการชำระหนี้ตามสัญญาเช่าเป็นการพ้นวิสัยโดยอาศัยมูลสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลยเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๔ มิได้ฟ้องโดยอาศัยมูลละเมิดหรือโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท หากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งลูกหนี้หรือจำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ แต่ถ้าจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ จำเลยเป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๑๘, ๒๑๙ ขณะทำสัญญาเช่าปรากฏตามฟ้องข้อ ๔ ว่า คดีที่จำเลยฟ้องขับไล่ผู้อยู่อาศัยในที่ดินพิพาทออกไป จำเลยเป็นฝ่ายชนะ โจทก์จำเลยจึงได้ทำสัญญาเช่ากันเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๔ ส่วนคดีที่วัดภูเขาดินฟ้องแย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากจำเลย ศาลฎีกาเพิ่งพิพากษาภายหลัง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ฉะนั้นจึงต้องฟังข้อเท็จจริงให้ได้ความแน่ชัดว่า การที่จำเลยทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าจำเลยเป็นเจ้าของและผู้ดูแลรักษาตามฟ้องข้อ ๒ และทรัพย์ที่เช่าไม่อาจส่งมอบได้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดชอบใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด จะฟังจากเอกสารท้ายฟ้องท้ายคำให้การซึ่งเป็นหลักฐานเพียงบางส่วนมาวินิจฉัยชี้ขาดโดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบพิสูจน์ความรับผิดชอบและความเสียหายของแต่ละฝ่ายก่อนจึงไม่ชอบด้วยเหตุผล พิพากษาให้ยกคำสั่งและคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3549/2528 เรือตรีสุพจน์ ตั้งตระกูล โจทก์ กรมการศาสนา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เรือตรีสุพจน์ ตั้งตระกูล · จำเลย - กรมการศาสนา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พจน์ บุญเลี้ยง · เสนอ ศรนิยม · ชวลิต นราลัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเธียร ยูงทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชิต บุญถนอม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1798/2506ฎีกา 4359/2540ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 6239/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 62/2539ฎีกา 1036/2506ฎีกา 888/2511ฎีกา 9188/2538ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1781/2567ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1593/2524ฎีกา 6848/2540ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1061/2511ฎีกา 1166/2491ฎีกา 2160/2518ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 934-936/2505ฎีกา 582/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา