⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3976/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2528

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อไปรษณียภัณฑ์สูญหาย ผู้รับขนต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 มาตรา 29 หากผู้ฝากไม่ได้ระบุแจ้งราคาไว้ การที่พนักงานลงชื่อในใบขนสินค้าขาออกซึ่งแจ้งราคาสินค้าไว้ มิใช่การแจ้งราคาแก่ผู้รับขนโดยตรง.

ย่อคำพิพากษา

การฝากส่งสินค้าของโจทก์เป็นลักษณะไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนไม่มีการประกันแต่อย่างใด เมื่อไปรษณียภัณฑ์สูญหายจำเลยที่ 1 ต้องรับผิด ตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พุทธศักราช 2477 มาตรา 29 คือตามข้อบังคับ ที่ใช้อยู่เวลานั้นหาใช่ต้องรับผิดตามมาตรา 30 ไม่ เพราะตาม มาตราดังกล่าวต้องเป็นไปรษณียภัณฑ์ ที่ผู้ฝากได้ระบุแจ้งราคาไว้แล้วเท่านั้น การที่พนักงานของจำเลยที่ 1 ลงชื่อและประทับตราลงในใบขนสินค้าขาออกซึ่งแจ้งราคาสินค้าไว้ด้วย โดยผ่านพิธีการศุลกากร มาแล้วและมิต้องเปิดตรวจสอบให้ตรงกันก่อนเป็นเพียงแสดงว่า ไปรษณียภัณฑ์นั้นผ่านเข้าไปรษณีย์แล้วเท่านั้นและโจทก์มิได้ส่งเอกสารใบขนสินค้าไว้แก่จำเลยที่ 1 ให้เป็นกิจจะลักษณะจึงถือว่า เป็นการแจ้งราคาไว้แก่จำเลยที่ 1 แล้วหาได้ไม่ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนพิเศษที่จะต้องแยกไปปฏิบัติและบังคับ ตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับการไปรษณีย์โดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 จึงนำบทบัญญัติ เรื่องการรับขนของในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะ 8 หมวด 1 มาใช้บังคับแก่จำเลยที่ 1 ไม่ได้และจะถือว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนิติสัมพันธ์ กับจำเลยที่ 1 เท่านั้นเป็นผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามมาตรา 618 ไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.618 พระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 ม.4 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.8 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.28 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.29 พระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ.2477 ม.30 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.324 ไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ.2520 ม.539

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ส่งทับทิมและไพลินเจียระไนไปให้ลูกค้าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์โดยทางไปรษณีย์ของจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ ครั้ง เสียค่าธรรมเนียมส่งไปรษณียภัณฑ์ต่างประเทศลงทะเบียนรับประกัน จำเลยที่ ๑ ได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๒ ให้ขนส่งไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าวไปอีกทอดหนึ่ง ต่อมาปรากฏว่าสินค้าที่ส่งไปนั้นสูญหายจึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ราคาสินค้าดังกล่าว แก่โจทก์เป็นเงิน ๔๖๓,๔๓๓.๕๐ บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฝากส่งไปรษณียภัณฑ์แก่จำเลยที่ ๑ ในประเภทไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนโดยมิได้ขอประกันไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าว และโจทก์เสียเฉพาะค่าธรรมเนียมฝากส่งลงทะเบียนเท่านั้น สินค้าที่โจทก์อ้างจะมีจริงหรือไม่จำเลยไม่ทราบ จำเลยได้ส่งไปรษณียภัณฑ์ดังกล่าวพร้อมด้วยเอกสารกำกับตามพิธีการโดยถูกต้องและส่งมอบให้แก่ที่ทำการไปรษณีย์ปลายทางเรียบร้อยแล้วตามสภาพเดิมไม่ชำรุดเสียหายจึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินแก่โจทก์ ๖๓๒ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์ฝากส่งสินค้าโดยไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนไม่ได้ประกันสินค้าดังกล่าว แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่าการฝากส่งสินค้าของโจทก์ทั้งสองครั้งเป็นลักษณะไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนเท่านั้น ไม่มีการประกันแต่อย่างใดเมื่อไปรษณียภัณฑ์สูญหาย จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๒๙ คือตามข้อบังคับที่ใช้อยู่เวลานั้น ข้อบังคับดังกล่าวก็คือไปรษณียนิเทศ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ซึ่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๔ ให้คงใช้บังคับต่อไปได้ ข้อบังคับตามไปรษณียนิเทศพุทธศักราช ๒๕๒๐ ข้อ ๕๓๙ ระบุว่า "ประเทศที่ร่วมอยู่ในสหภาพสากลไปรษณีย์จะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ไปรษณียภัณฑ์ลงทะเบียนที่สูญหายไปทั้งฉบับหรือห่อในราคาฉบับหรือห่อละไม่เกิน ๔๐ แฟรงก์ทอง ฯลฯ" และตามข้อ ๓๒๔ ระบุให้อัตรา ๑ แฟรงก์ทองเท่ากับ ๗.๙๐ บาท ฉะนั้นจำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ห่อละ ๓๑๖ บาท หาใช่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๓๐ ดังโจทก์ฎีกาไม่ เพราะตามมาตราดังกล่าวต้องเป็นไปรษณียภัณฑ์ที่ผู้ฝากได้ระบุแจ้งราคาไว้แล้วเท่านั้น การที่พนักงานของจำเลยที่ ๑ ลงชื่อและประทับตราลงในใบขนสินค้าขาออกตามเอกสารหมาย จ.๖ และ จ.๑๐ ซึ่งแจ้งราคาสินค้าไว้ด้วย โดยผ่านพิธีการศุลกากรมาแล้วและมิต้องปิดตรวจสอบให้ตรงกันก่อน ก็เป็นเพียงแสดงว่าไปรษณียภัณฑ์นั้น ๆ ผ่านเข้าไปรษณีย์แล้วเท่านั้นประกอบกับโจทก์ไม่ได้ส่งเอกสารใบขนสินค้านั้นไว้แก่จำเลยที่ ๑ ให้เป็นกิจจะลักษณะจึงถือว่าเป็นการแจ้งราคาไว้แก่จำเลยที่ ๑ แล้วหาได้ไม่ ส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๒ นั้น เห็นว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้รับขนพิเศษที่จะต้องแยกไปปฏิบัติและบังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับสำหรับการไปรษณีย์โดยเฉพาะตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๐๙ บัญญัติไว้ จึงนำบทบัญญัติเรื่องรับขนของในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ ๘ หมวด ๑ มาใช้บังคับแก่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ และจะถือว่าจำเลยที่ ๒ ซึ่งมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้นเป็นผู้ขนส่งหลายคนหลายทอดตามมาตรา ๖๑๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้เช่นกัน โจทก์ซึ่งไม่มีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ ๒ มาก่อนเลยจึงหามีสิทธิจะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดอย่างใดไม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3976/2528 ห้างหุ้นส่วนจำกัดเซาท์เทินแลปิแดรี โจทก์ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัทสายการบินอลิตาเลีย จำกัด ที่ 2 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเซาท์เทินแลปิแดรี · จำเลย - การสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่ 1 บริษัทสายการบินอลิตาเลีย จำกัด ที่ 2
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · ชลูตม์ สวัสดิทัต · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุดม เฟื่องฟุ้ง · ศาลอุทธรณ์ - นายเสียง ตรีวิมล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3888/2537ฎีกา 105/2525ฎีกา 789/2531ฎีกา 1206/2533ฎีกา 1087/2517ฎีกา 5849/2537ฎีกา 6231/2538ฎีกา 1211/2518ฎีกา 942/2531ฎีกา 2157/2531ฎีกา 2365/2530ฎีกา 2382/2539ฎีกา 2736/2532ฎีกา 5052/2539ฎีกา 5828/2540ฎีกา 648/2532ฎีกา 2230/2530ฎีกา 2043/2531ฎีกา 905/2531ฎีกา 7133/2538ฎีกา 6551/2542ฎีกา 1031/2539ฎีกา 2929/2537ฎีกา 2393-2394/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา