⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 79/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อสามีภริยาตกลงแบ่งสินสมรสกันแล้ว ที่ดินส่วนที่แบ่งให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น และฝ่ายนั้นย่อมมีสิทธิจำหน่ายทรัพย์สินนั้นได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ต่างประสงค์จะแบ่งที่ดินสินสมรสซึ่งถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่ออกเป็นสัดส่วน ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวส่วนใหญ่ในชื่อของโจทก์ผู้เดียวแล้วขายไปโดยจำเลยที่ 1 รู้เห็นด้วย ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินส่วนที่เหลือคือที่พิพาทในชื่อของจำเลยที่ 1 ผู้เดียวเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่ายแล้ว ที่พิพาทจึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจขายที่พิพาทโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทและการจดทะเบียนซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.112 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.116 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1473 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1492

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องใจความว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยากันแต่แยกกันอยู่ โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๕๑ เนื้อที่ ๕๗ ไร่ ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำขอรับรองการทำประโยชน์ (เฉพาะส่วน) จำนวนครึ่งหนึ่งของที่ดินดังกล่าวในที่สุดได้มีการรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ ๑๖๐๑ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ต่อมาจำเลยที่ ๑ โอนขายที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ ๓ โดยบุคคลทั้งสองร่วมกันทำโดยไม่สุจริตทำให้โจทก์เสียเปรียบและมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นสามี ขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๖๐๑ และสัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินตาม ส.ค.๑ เลขที่ ๕๑ เป็นสินสมรส โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวในนามของโจทก์ผู้เดียว พร้อมแบ่งขายให้แก่ผู้อื่นไปแล้วเนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวา ที่เหลือ ๒๖ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ให้เป็นของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินที่เหลือและทางราชการออกให้ เลขที่๑๖๐๑ คือที่พิพาทนี้ จำเลยที่ ๑ ได้ขายให้แก่จำเลยที่ ๓ โดยสุจริต ที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวสามารถขายไปได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมของคู่สมรสโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ และขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดี ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และจำเลยร่วมฎีกา ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ เป็นสามีภริยากัน ที่ดิน ส.ค.๑ เลขที่ ๕๑ เป็นสินสมรสโดยโจทก์ได้รับมรดกมาระหว่างที่เป็นสามีภริยากัน โจทก์ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และแบ่งขายที่ดินดังกล่าวตาม น.ส.๓ เลขที่ ๑๕๙๕ ถึง ๑๕๙๗ เนื้อที่ ๓๐ ไร่ ๓ งาน ๔๕ ตารางวาให้แก่ผู้มีชื่อไปแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ ๑๖๐๑ คือที่พิพาทแล้วโอนขายให้แก่จำเลยที่ ๓ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายวรศักดิ์บุตรของโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ให้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์และแบ่งขายที่ดินตลอดจนให้ถ้อยคำต่อเจ้าหน้าที่ นายวรศักดิ์ได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบอำนาจมาจนเสร็จสิ้น รวมทั้งระบุเขตที่ดินส่วนของโจทก์และจำเลยที่ ๑ ให้ถ้อยคำยืนยันอาณาเขตที่พิพาทด้วย วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านเป็นหนังสือในการที่จำเลยที่ ๑ ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ทั้ง ๆ ที่โจทก์ก็ทราบว่าที่จำเลยที่ ๑ กระทำเช่นนั้นก็เพื่อจะขายที่พิพาทให้แก่จำเลยที่ ๓ พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่า ขณะที่โจทก์มอบอำนาจให้นายวรศักดิ์ขายที่ดินอันเป็นสินสมรสตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๕ โจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างประสงค์จะแบ่งที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวมออกเป็นสัดส่วน ในที่สุดก็ได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในชื่อของโจทก์ผู้เดียวส่วนใหญ่แล้วขายไปทั้งหมดโดยจำเลยที่ ๑ รู้เห็นด้วย ต่อมาจำเลยที่ ๑ ก็ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่พิพาทในชื่อจำเลยที่ ๑ ผู้เดียวเช่นนี้ ถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่ายแล้ว ที่พิพาทจึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจขายที่พิพาทโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ปัญหาต่อไปกรณีที่ศาลอุทธรณ์ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น เมื่อฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ ย่อมมีอำนาจขายไปได้โดยลำพังดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจที่จะขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์และการจดทะเบียนซื้อขายที่พิพาทรูปคดีไม่มีเหตุที่จะต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น พิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ฎีกาเป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2529 นายวิวัธน์ หรือวิวัฒน์ วังตาล โจทก์ นายวิชา ปัจฉิมพิหงษ์ จำเลยร่วม นางพูนศรี วังตาล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิวัธน์ หรือวิวัฒน์ วังตาล · จำเลยร่วม - นายวิชา ปัจฉิมพิหงษ์ · จำเลย - นางพูนศรี วังตาล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประการ กาญจนศูนย์ · ประพันธ์ ผลฉาย · พลจิตต์ ดียืน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดราชบุรี - นายวิชาญ หิรัญรุจิพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเทพ ภักดีศุภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2467/2526ฎีกา 639/2499ฎีกา 1463-1464/2518ฎีกา 1052/2509ฎีกา 2026/2494ฎีกา 5690/2552ฎีกา 1568/2497ฎีกา 1266/2519ฎีกา 1630/2509ฎีกา 2224/2528ฎีกา 4211/2534ฎีกา 290/2520ฎีกา 2744/2517ฎีกา 2004/2511ฎีกา 279/2513ฎีกา 462/2518ฎีกา 100/2497ฎีกา 374/2510ฎีกา 1751/2523ฎีกา 120/2506ฎีกา 1254/2531ฎีกา 86/2510ฎีกา 2198/2530ฎีกา 427/2495
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา