คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดที่ต่างกรรมต่างวาระกัน แม้จะเกิดจากมูลกรณีเดียวกันและในขณะปฏิบัติหน้าที่เดียวกัน ย่อมสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีได้โดยไม่จำต้องห้ามตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์เคยฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานยักยอกเงินของโจทก์มาครั้งหนึ่งแต่ถอนฟ้องไป แล้วโจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอกเงินของโจทก์ ซึ่งเป็นการยักยอกเงินคนละคราวและคนละรายกับที่ฟ้องในคดีก่อน แม้จะเป็นการกระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ประธานสวัสดิการอันเป็นมูลกรณีเดียวกับคดีก่อนแต่เป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกับที่จำเลยถูกฟ้องในคดีก่อนโจทก์จึงฟ้องได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นกรรมการโจทก์ตำแหน่งประธานสวัสดิการของโจทก์ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินแผนกสวัสดิการตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๒๕ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ เวลากลางวันตลอดมาจนถึงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๕ เวลากลางวันจำเลยได้ปลอมหรือใช้ผู้อื่นปลอมเอกสารแล้ว จำเลยได้ใช้เอกสารสิทธิที่ปลอมขึ้นนั้นไปเบิกจ่ายเงินจากแผนกสวัสดิการของโจทก์ กับได้เบิกจ่ายเงินของโจทก์โดยไม่มีใบเสร็จรับเงินบ้าง เบิกเงินเกินกว่าจำนวนที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงินบ้าง แล้วเบียดบังยักยอกเงินโจทก์ไปเป็นประโยชน์ของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยเจตนาทุจริต ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘, ๓๕๒, ๙๑
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว วินิจฉัยว่าโจทก์เคยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๒๖ หมายเลขแดงที่ ๒๕๕๐/๒๕๒๖ แล้วโจทก์ขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดี คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องคดีนี้กล่าวหาว่าจำเลยกระทำผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอกเงินของโจทก์ไปในระหว่างที่จำเลยทำหน้าที่ประธานสวัสดิการของโจทก์และโจทก์มอบหมายให้ครอบครองดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์อันเป็นการกระทำกรรมเดียวและขั้นเดียวกับที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ หรือไม่พิเคราะห์ฟ้องคดีนี้เทียบกับฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๐๑/๒๕๒๖ หมายเลขแดงที่ ๒๕๕๐/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นที่โจทก์ถอนฟ้องแล้ว เห็นว่าในคดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยยืมเงินทดรองไปจากโจทก์หลายครั้งรวม ๑๔๙,๙๖๔ บาท แล้วยักยอกเบียดบังเป็นของจำเลย และจำเลยปฏิบัติหน้าที่ประธานสวัสดิการก่อให้เกิดหนี้ผูกพันโจทก์อีกเป็นเงิน ๓๗๗,๗๙๑.๒๐ บาท เป็นการกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินโดยทุจริต แต่ในคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารสิทธิ ๑๕ ฉบับ และใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้นเบิกจ่ายเงินจากโจทก์เป็นเงิน ๑๖๕,๙๕๙.๗๕ บาท แล้วเบียดบังยักยอกเป็นของจำเลยและได้นำเอกสารอันมิใช่ใบเสร็จรับเงินมาเบิกเงิน เบิกเงินซ้ำ เบิกเงินเกินจำนวนในใบเสร็จรับเงิน ส่งเงินขาดจำนวน และทำบัญชีรับเงินสดน้อยกว่าที่รับจริง แล้วเบียดบังยักยอกเงินของโจทก์ไปอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงิน ๑๑๙,๕๗๒.๗๕ บาท ซึ่งเป็นการยักยอกเงินคนละคราวและคนละรายกับที่ฟ้องคดีก่อน แม้เป็นการกระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ประธานสวัสดิการอันเป็นมูลกรณีเดียวกับคดีก่อนแต่เป็นการกระทำที่ต่างกรรมต่างวาระกับที่จำเลยถูกฟ้องในคดีก่อน โจทก์จึงฟ้องได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๖ ทั้งเมื่อได้ความตามพยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องดังกล่าวข้างต้นคดีโจทก์จึงมีมูล ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ยืนตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2530
สมาคมสโมสรโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี โจทก์
นายวรทัศน์ อารินทร์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - สมาคมสโมสรโรงงานกระดาษไทยกาญจนบุรี · จำเลย - นายวรทัศน์ อารินทร์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | คำนึง อุไรรัตน์ · ดุสิต วราโห · สวัสดิ์ รอดเจริญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายสมศักดิ์ เนตรมัย · ศาลอุทธรณ์ - นายประสงค์ อิฐรัตน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา