⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3134/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3134/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องขอให้ศาลแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้จะมีคำขอเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพรวมอยู่ด้วย คู่ความย่อมมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้.

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะนั้นเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้จะมีคำขอเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย คู่ความก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 ทั้งคำขอในส่วนที่เกี่ยวกับค่าทดแทนนี้ยังเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวอีกด้วย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ ขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอยู่แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้สมรสโดยสุจริตเมื่อโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพจากจำเลยได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1496 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1499

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่ายังไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อและจดทะเบียนสมรสกับจำเลยต่อมาโจทก์ จำเลย มีบุตรด้วยกันคือ เด็กหญิง ช. ภายหลังโจทก์ทราบความจริงว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอยู่ก่อนแล้ว จึงขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับชื่อเสียงและค่าขาดรายได้พิเศษ 175,50 บาท ค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือนเดือนละ 1,500บาท และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ช. แต่ผู้เดียวโดยให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 2,000 บาทด้วย จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่กินกับโจทก์โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมาก่อน ต่อมาจำเลยรับใคร่ชอบพอกับร้อยตรีหญิงจารุณี อัมพรประภาและได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่เมื่อโจทก์มีบุตรและขอให้จำเลยจดทะเบียนสมรส จำเลยก็ยินยอมจดทะเบียนสมรสด้วย จำเลยไม่ได้หลอกลวงโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าเลี้ยงชีพจากจำเลย จำเลยขอเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตร หากโจทก์ไม่ยินยอมค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรก็ไม่เกินเดือนละ 500 บาท ในวันชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งที่รับฟ้องโจทก์เกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตร เพื่อให้ไปดำเนินคดีต่อที่ศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ให้จำำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 40,000 บาท และค่าเลี้ยงชีพเดือนละ 1,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะไม่ต้องจดทะเบียนหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าจำเลยไม่มีสิทธิฎีกานั้นเห็นว่าคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งว่าการสมรสเป็นโมฆะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ แม้จะมีคำขอที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วย คู่ความก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ทั้งคำขอในส่วนที่เกี่ยวกับค่าทดแทนนี้ยังเป็นคดีเกี่ยวด้วยสิทธิในครอบครัวอีกด้วยจำเลยจึงมีสิทธิในครอบครัวอีกด้วย จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ในปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้นข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์จำเลยได้เสียกันมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับร้อยตรีหญิงจารุณีอัมพรประภา และโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อเดือนธันวาคม2523 จำเลยนำสืบว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับร้อยตรีหญิงจารุณีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2523 และได้จัดงานเลี้ยงฉลองสมรสเมื่อวันที่27 กันยายน 2524 จึงเป็นเวลาห่างกันประมาณ 1 ปี จำเลยเบิกความว่าจำเลยบอกโจทก์ว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสกับร้อยตรีหญิงจารุณีก่อนจัดงานเลี้ยงฉลองสมรสประมาณ 5-6 เดือน แสดงว่าจำเลยบอกให้โจทก์ทราบเมื่อประมาณเดือนมีนาคมหรือเมษายน 2524 แต่โจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อเดือนธันวาคม 2523 ดังนั้นขณะที่โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยจึงเป็นเวลาก่อนที่โจทก์ทราบว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับร้อยตรีหญิงจารุณีอยู่ก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ดังกล่าว จึงเห็นว่าโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยสุจริตเมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆะตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และมาตรา 1496 แล้วโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทำการสมรสโดยสุจริตย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพได้ด้วยตามมาตรา 1499 ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ควรได้รับค่าทดแทนและค่าเลี้ยงชีพเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์เบิกความว่าพันเอกอรุณ ผู้บังคับบัญชาเคยเรียกโจทก์จำเลยไปไกล่เกลี่ย จำเลยรับจะให้ค่าเสียหายโจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท โดยผ่อนชำระเป็นงวด ๆ ละ 50,000 บาท แต่เมื่อโจทก์ให้จำเลยทำสัญญาเป็นหนังสือจำเลยไม่ยินยอม พันเอกอรุณ พยานโจทก์เบิกความประกอบเอกสารหมายจ.10 สอดคล้องกับคำโจทก์ดังกล่าวรับฟังเป็นจริงได้ ดังนั้นจึงเห็นว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทดแทนเป็นเงิน 40,000 บาทและค่าเลี้ยงชีพรายเดือน ๆ ละ 1,000 บาทนั้น เป็นการสมควรและเหมาะสมกับพฤิตการณ์แห่งรูปคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาเป็นจำนวนเพียง 40,000 บาทแต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาโดยคิดจากทุนทรัพย์ 150,000บาท จึงไม่ถูกต้อง" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3134/2530 พันจ่าอากาศเอก หญิง นิศารัตน์ หิรัญ ชาติ ฯ โจทก์ ร้อยตรี ศรัณย์ อรัณยกานนท์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันจ่าอากาศเอก หญิง นิศารัตน์ หิรัญ ชาติ ฯ · จำเลย - ร้อยตรี ศรัณย์ อรัณยกานนท์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประวิทย์ ขัมภรัตน์ · อภินย์ ปุษปาคม · ชวลิต นราลัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 746-750/2538ฎีกา 506/2507ฎีกา 44/2539ฎีกา 1645/2499ฎีกา 606/2489ฎีกา 909/2490ฎีกา 840/2537ฎีกา 2540/2539ฎีกา 3269/2537ฎีกา 1478/2523ฎีกา 5369/2537ฎีกา 2596/2544ฎีกา 1537/2482ฎีกา 2073/2538ฎีกา 9686/2539ฎีกา 38/2549ฎีกา 1533/2519ฎีกา 1056/2492ฎีกา 943/2520ฎีกา 1203/2549ฎีกา 401/2481ฎีกา 3552/2539ฎีกา 2662/2538ฎีกา 7578/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ