⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 400/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัย ถือเสมือนเป็นผู้เอาประกันภัยเองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย และผู้รับประกันภัยต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 ซื้อรถยนต์คันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 3 โดยมีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอน จำเลยที่ 3 เอาประกันภัยรถยนต์คันนี้ไว้กับจำเลยที่ 4 กรมธรรม์ประกันภัยมีข้อความว่า 'บริษัทจะถือบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง.........' ดังนี้การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปทำละเมิดต่อโจทก์ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยและมีฐานะเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยเอง จำเลยที่ 4 จึงต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย (อ้างฎีกาที่ 3583/2529) ส่วนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในฐานะนายจ้าง สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยนั้น ไม่ได้ความว่าเป็นผู้ครอบครองด้วย จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนทำสัญญาประกันภัย เท่ากับจำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ 4 เองนั้น โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง ศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.437 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.459 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ส.บ.๐๘๘๐๑ ของโจทก์ที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ต.ก.๐๓๘๖๓ จำเลยที่ ๔ ได้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันดังกล่าวไว้ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ต.ก.๐๓๘๖๓ ด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ส.บ.๐๘๘๐๑ เสียหาย โจทก์ที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๒ แล้วบางส่วน ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๑๑,๑๐๐ โจทก์ที่ ๒ จำนวน ๑๐๗,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ต.ก.๐๓๘๖๓ และได้เอาประกันภัยไว้กับจำเลยที่ ๔ ขณะเกิดเหตุรถคันนี้ไม่อยู่ในความครอบครองใช้ประโยชน์และรับผิดของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เหตุเกิดเพราะความประมาทของนายสำราญ ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ส.บ.๐๘๘๐๑ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๙๙,๕๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๑ พร้อมด้วยดอกเบี้ย และให้ชำระเงินจำนวน ๒๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๒ พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๒ ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ส.บ.๐๘๘๐๑ ไว้กับโจทก์ที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ต.ก.๐๓๘๖๓ จากจำเลยที่ ๓ แต่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ได้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ขับรถยนต์ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ โดยประมาทชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ส.บ.๐๘๘๐๑ เสียหาย สัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ ๓ ทำขึ้นกับจำเลยที่ ๔ มีข้อตกลงว่า บริษัทจะถือบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยเอง...........' เห็นว่ากรณีนี้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันดังกล่าวได้นำรถยนต์ไปใช้โดยให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของตนเป็นคนขับแล้วเกิดเหตุคดีนี้ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ ๓ และมีฐานะเป็นเสมือนผู้เอาประกันภัยเอง ตามข้อตกลงยินยอมระหว่างจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทและทำละเมิดเกิดความเสียหายขึ้น จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในฐานะนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๕ และจำเลยที่ ๔ ต้องรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยตามข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว สำหรับจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นเจ้าของรถและเป็นผู้เอาประกันภัยนั้น ไม่ได้ความว่าเป็นผู้ครอบครองรถด้วย จำเลยที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่า คดีนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการเชิดจำเลยที่ ๓ ให้เป็นตัวแทนทำสัญญาประกันภัยตามเอกสารหมาย ล.๒ เท่ากับจำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญากับจำเลยที่ ๔ เอง เมื่อจำเลยที่ ๑ ขับรถโดยประมาทชนรถโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้นั้น เห็นว่าประเด็นข้อนี้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ มิได้ยกขึ้นอ้างไว้ในคำฟ้อง ชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ไม่ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๔ ร่วมกับจำเลยที่ ๒ รับผิดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2530 บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด กับพวก โจทก์ นายประดิษฐ์ ราชวงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด กับพวก · จำเลย - นายประดิษฐ์ ราชวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถวิล ทองสว่างรัตน์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · ปชา วรธรรมพินิจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายเคียง บุญเพิ่ม · ศาลอุทธรณ์ - นายอำนวย เปล่งวิทยา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 4879/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 4432/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา