⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5053/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจทราบเรื่องการกระทำความผิด แต่ยังไม่มีการระบุตัวผู้กระทำผิด หรือสถานที่เก็บทรัพย์สินที่ถูกลักไป และยังไม่มีการแจ้งความหรือออกหมายจับ การกระทำดังกล่าวจึงยังไม่ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย การที่จำเลยทราบจากผู้เสียหายว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ผู้เสียหาย แล้วจำเลยพูดว่า เรื่องนี้พอสืบได้แต่ต้องไถ่ทรัพย์คืนโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือรับของโจรรายนี้และยังไม่รู้ว่าทรัพย์ที่ถูกลักรายนี้ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ที่ใด ทั้งยังไม่ได้มีการแจ้งความออกหมายจับคนร้าย จำเลยจึงไม่มีอำนาจหน้าที่จะจับกุมผู้ใดมาดำเนินคดีหรือนำทรัพย์ที่ถูกลักไปมาคืนผู้เสียหายหรือส่งมอบพนักงานสอบสวน ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 157.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.78 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.357

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157,334, 335, 357 ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 2,880 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก1 ปี ข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานรับของโจรด้วย จำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทาจำเลยในข้อหาความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์มีพยานคือตัวผู้เสียหาย เบิกความว่าในการพบจำเลยสองครั้งแรก จำเลยพูดว่าเรื่องนี้พอจะสืบทราบได้โดยต้องไถ่ทรัพย์คืนเป็นเงิน 3,000 บาท เขาไม่ยอมให้ไถ่ในราคา1,500 บาท ตามที่ผู้เสียหายขอลด แต่จะเอาตัวคนร้ายไม่ได้ ในการพบครั้งที่สามจำเลยพูดว่า ถ้าเอาเงินให้จำเลย 2,000 บาท อีกสองวันจะได้รับทรัพย์คืน และมีนายเล่ง แซ่เล้า มาเบิกความว่า ในวันที่3 พฤศจิกายน 2527 หลังจากที่รู้ว่าทรัพย์ถูกลัก นายเล่งได้พบและบอกจำเลย จำเลยพูดว่าของนี้สืบได้ไม่ยากแต่ต้องไถ่ ส่วนบันทึกถอดคำพูดของจำเลยจากเทปตาม เอกสารหมาย จ.6 ก็มีข้อความเพียงว่าจำเลยไม่รู้จักกับคนร้ายที่ลักทรัพย์รายนี้ คงรู้จักแต่คนที่มาติดต่อขอไถ่ทรัพย์คืนเท่านั้น นอกจากนี้ พันตำรวจโทจำรัส สอาดโฉมผู้บังคับบัญชาของจำเลยเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า หลังจากผู้เสียหายนำเทปบันทึกเสียงไปเปิดให้ฟัง ตนได้สั่งให้จำเลยสืบสวนจับกุมคนร้ายและติดตามทรัพย์ที่หายคืนด้วย แสดงว่าจำเลยยังไม่ทราบตัวคนร้ายและไม่ทราบว่าของกลางอยู่ ณ ที่ใด ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า จากพยานโจทก์ดังกล่าวยังไม่ได้ความว่าจำเลยได้รู้ว่าผู้ใดเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือรับของโจรรายนี้ และยังไม่รู้ว่าทรัพย์ที่ถูกลักรายนี้ถูกเก็บรักษาไว้ ณ ที่ใด ทั้งเมื่อคดียังไม่ได้ความว่า ได้มีการแจ้งความและออกหมายจับคนร้าย จำเลยจึงยังไม่มีอำนาจหน้าที่จะจับกุมผู้ใดมาดำเนินคดีหรือนำทรัพย์ที่ถูกลักไปมาคืนผู้เสียหายหรือส่งมอบพนักงานสอบสวน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ดังที่โจทก์ฟ้อง ไม่จำต้องวินิจฉัยพยานจำเลย" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5053/2530 พนักงานอัยการ จังหวัด ตรัง โจทก์ สิบตำรวจโท ประเสริฐ บัว ทอง จันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ตรัง · จำเลย - สิบตำรวจโท ประเสริฐ บัว ทอง จันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คำนึง อุไรรัตน์ · ดุสิต วราโห · ถวิล ทองสว่างรัตน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6635/2551ฎีกา 98/2537ฎีกา 1331/2479ฎีกา 824/2535ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1567/2535ฎีกา 313/2526ฎีกา 3081/2527ฎีกา 605/2511ฎีกา 1250/2520ฎีกา 113/2566ฎีกา 7993/2547ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1680/2532ฎีกา 7281/2537ฎีกา 644/2464ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 337/2535ฎีกา 16889/2555ฎีกา 6863/2543ฎีกา 831/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ