⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 61/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 61/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* เมื่อจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ที่จะนำสืบว่ามีการกู้ยืมจริง เมื่อโจทก์นำสืบได้แล้ว จำเลยจึงมีภาระพิสูจน์ตามข้อต่อสู้ของตน * ผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ถึงแก่กรรม มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนเท่านั้น จะต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยแทนไม่ได้ * ศาลฎีกามีอำนาจแก้คำพิพากษาให้ดอกเบี้ยถูกต้องตามกฎหมายได้ แม้คำฟ้องจะไม่ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ชัดเจน แต่สัญญากู้ยอมให้คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมซึ่งจำเลยให้การว่าลงชื่อโดยถูกบังคับหรือหลอกลวงโดยในสัญญากู้มิได้กรอกข้อความใดและไม่เคยรับเงิน จึงเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ และโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อน แต่เมื่อโจทก์นำสืบได้ความว่ามีการกู้ยืมแล้ว จำเลยจึงต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นตามข้อต่อสู้ ผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยเพียงแต่มีหน้าที่ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น ศาลจะพิพากษาให้ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยแทนจำเลยด้วยไม่ได้ กรณีต้องบังคับเอาจากกองมรดกของจำเลย แม้คำฟ้องจะมิได้บรรยายว่าคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเท่าใดแต่ตามสัญญากู้ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราตามกฎหมาย และโจทก์มีคำขอดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เมื่อเห็นว่าดอกเบี้ยที่โจทก์คิดมาเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีศาลฎีกามีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1734

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินจากโจทก์จำนวน 67,410 บาท โดยทำสัญญากู้ว่าจะชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ภายในเดือนเมษายน 2525 ครบกำหนดจำเลยไม่ชำระ จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 76,674 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 67,410 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ แต่ลงชื่อในสัญญากู้เพราะโจทก์บังคับโดยขณะลงชื่อในสัญญายังไม่ได้กรอกข้อความใดๆ จำเลยไม่เคยรับเงินตามสัญญากู้ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่กรรม นางอ้วน ราชบัณฑิต ภริยาจำเลยขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลย ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ นางอ้วน ราชบัณฑิต ผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 76,674 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 67,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ตามคำให้การของจำเลยและพยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จริง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดตามสัญญากู้เงินดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์บังคับหรือหลอกลวงให้จำเลยลงชื่อในสัญญาที่ยังไม่ได้กรอกข้อความอะไรลงในสัญญาเลย และไม่เคยรับเงินตามสัญญาจากโจทก์ จึงเป็นการต่อสู้ว่าสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ไม่สมบูรณ์ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์และโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนซึ่งโจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความยืนยันว่า เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2524 จำเลยได้มากู้เงินจากโจทก์ไป 67,410 บาท จำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว และได้ทำหนังสือสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐาน โดยโจทก์มีหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มาสนับสนุนคำของโจทก์และในเอกสารหมาย จ.1 ได้ระบุไว้ว่า จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนเสร็จแล้วแต่วันทำสัญญานี้ แม้โจทก์จะไม่มีผู้เขียนสัญญาและบุคคลที่ลงชื่อเป็นพยานในสัญญามาสืบข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ตามที่โจทก์สืบมาดังกล่าวแล้ว ในเมื่อจำเลยต่อสู้อ้างว่า โจทก์บังคับหลอกลวงให้จำเลยลงชื่อในสัญญาเอกสารหมาย จ.1 โดยยังไม่ได้กรอกข้อความอะไรลงในสัญญาเลย และจำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ดังกล่าว จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ศาลเห็นตามข้อต่อสู้ของจำเลย แต่จำเลยมีนางอ้วน ราชบัณฑิต ภริยาจำเลยมาเบิกความว่า เมื่อเดือนสิบ ปีพ.ศ. 2524 หลังจากนายมีชัย ราชบัณฑิต บุตรชายจำเลยกลับจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว โจทก์ไม่ยอมให้นายมีชัยซึ่งเป็นบุตรเขยของโจทก์เข้าบ้าน จึงได้เรียกเถ้าแก่ทั้งสองฝ่ายมาช่วยเจรจา ฝ่ายโจทก์เสนอว่าหากให้นายมีชัยอยู่กินกับนางอุดมบุตรสาวโจทก์ต่อไปแล้วจำเลยต้องทำสัญญารับรองว่าไม่ให้นายมีชัยกับนางอุดมแยกกัน จำเลยตกลงและยอมลงชื่อในแบบฟอร์มของสัญญาที่ยังไม่ได้กรอกข้อความอะไรเลย แต่จะเป็นแบบฟอร์มสัญญาอะไรไม่ทราบ สัญญาทำที่บ้านโจทก์ ขณะทำสัญญานายมีชัย นายคำเทพศรีเมือง นายเนาว์ ถิ่นมะนาว ผู้ใหญ่บ้าน และนายต๋อง พิกุล อยู่ด้วย จะเห็นได้ว่าคำนางอ้วนพยานจำเลยมิได้ยืนยันว่าสัญญาที่ทำกันดังกล่าวได้ทำกันในวันที่ 2 กันยายน 2524 ซึ่งเป็นวันที่ทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และแบบฟอร์มของสัญญาที่โจทก์ให้จำเลยลงชื่อก็มิได้ยืนยันว่าเป็นแบบฟอร์มสัญญากู้เงิน ทั้งยืนยันว่าสัญญาทำกันที่บ้านโจทก์ แต่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ว่า สัญญาทำที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนี้นายมีชัยบุตรจำเลยซึ่งอยู่ในขณะทำสัญญาตามที่นางอ้วนเบิกความมาด้วยได้เบิกความยืนยันว่า สัญญาที่จำเลยลงชื่อไม่ใช่สัญญาตามเอกสารหมาย จ.1 ส่วนนายต๋องพยานจำเลยก็เพียงแต่รู้เห็นว่าฝ่ายโจทก์กับจำเลยมีการเจรจาเกี่ยวกับนายมีชัยและนางอุดมและมีการทำสัญญากันแต่ทำสัญญากันอย่างไร นายต๋องไม่ทราบจึงเห็นได้ว่า สัญญาตามที่นางอ้วนภริยาจำเลยเบิกความดังกล่าวข้างต้นเป็นคนละฉบับกับสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยก็มิได้พิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงข้อพิรุธของเอกสารดังกล่าวดังนั้นจำเลยจึงนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นไม่ได้ว่า จำเลยลงชื่อในเอกสารหมาย จ.1 โดยโจทก์บังคับหรือหลอกลวง และเอกสารหมาย จ.1ยังไม่ได้กรอกข้อความอะไรลงในสัญญาเลย ข้อนำสืบของจำเลยจึงไม่มีทางที่จะชนะคดีโจทก์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่งที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้นางอ้วนราชบัณฑิต ผู้เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์นั้นยังคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะนางอ้วนเพียงแต่เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแทนจำเลยซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาเท่านั้น จะพิพากษาให้นางอ้วนชำระหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปแก่โจทก์ไม่ได้ ต้องพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ถึงแม้จำเลยจะถึงแก่กรรมไปแล้ว ในชั้นบังคับคดีก็บังคับเอาจากกองมรดกของจำเลยได้ อีกประการหนึ่งสำหรับดอกเบี้ยในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 มิได้ระบุว่าให้จำเลยตกลงคิดดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละเท่าใด คงมีแต่ข้อ 6 ระบุว่า ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้โจทก์ฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยตามกฎหมาย ประกอบกับคำขอของโจทก์ท้ายฟ้องก็ขอมาในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จึงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ทำสัญญาคือวันที่ 2 กันยายน 2524 แต่ตามฟ้องของโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันทำสัญญาจนถึงวันฟ้องคือวันที่ 17 กันยายน 2525 เป็นเงินดอกเบี้ย 9,264 บาท โดยมิได้บรรยายฟ้องว่า คิดในอัตราร้อยละเท่าใด ศาลฎีกาเห็นว่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวน่าจะเกินอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินต้นจำนวน 67,410 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำสัญญา จนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์'. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 61/2530 นาย ลอง นามราช โจทก์ นาย จันทร์ ราช บัณฑิต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ลอง นามราช · จำเลย - นาย จันทร์ ราช บัณฑิต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ยนต์ พิรวินิจ · ดำริ ศุภพิโรจน์
แหล่งที่มาADMIN

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1010/2539ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1339/2499ฎีกา 8688/2551ฎีกา 1561/2520ฎีกา 1022/2551ฎีกา 5272/2544ฎีกา 6801/2540ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 794/2509ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 3649/2525ฎีกา 5712/2541ฎีกา 7051/2540ฎีกา 5150/2552ฎีกา 306/2506
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · ADMIN