คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1963/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยที่มิได้ฎีกาให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเช่นเดียวกับจำเลยที่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจลดโทษให้แก่จำเลยที่มิได้ฎีกาด้วย เนื่องจากเหตุบรรเทาโทษนั้นเป็นเหตุในลักษณะคดี
ย่อคำพิพากษา
ในกรณีที่ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษเพราะจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน สมควรลดโทษให้แก่จำเลยที่ฎีกาขึ้นมาเมื่อจำเลยที่มิได้ฎีกาซึ่งกระทำความผิดร่วมกันก็ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนเช่นเดียวกันเหตุบรรเทาโทษดังกล่าวจึงเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๗, ๓๔๐, ๓๗๑,๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖)พ.ศ.๒๕๒๖ มาตรา ๔ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน ๓๖,๗๖๐ บาท แก่ผู้เสียหาย
จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๗, ๓๔๐ ให้ลงโทษตามมาตรา๓๔๐ ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ ๑๘ ปีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๑ อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษปรับคนละ ๑๐๐ บาทริบของกลางให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน ๓๖,๗๖๐ บาทแก่ผู้เสียหายหากจำเลยที่๒ และที่ ๓ ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙, ๓๐ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑
จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกับพวกเป็นคนร้ายรายนี้ พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นการลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก มีเหตุบรรเทาโทษสมควรลดโทษในความผิดฐานปล้นทรัพย์ให้หนึ่งในสามและโดยเหตุที่จำเลยที่ ๒ ที่มิได้ฎีกาได้ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เมื่อถูกจับได้ก็ให้การรับสารภาพตั้งแต่ชั้นจับกุมและสอบสวนเช่นเดียวกับจำเลยที่ ๓และที่ ๔ เหตุบรรเทาโทษดังกล่าวจึงเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดถึงจำเลยที่ ๒ ที่มิได้ฎีกาได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕นอกจากนั้น ที่ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ โดยไม่ระบุวรรคนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรคสามและให้ลดโทษจำเลยที่ ๒ ที่ ๓และที่ ๔ ในความผิดฐานดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ลงหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ คนละ ๑๒ ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1963/2531
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นายทองคำ ทองผิว กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายทองคำ ทองผิว กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นายสถิตย์ ไพเราะ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ วิชุรัติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา