⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2349/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปกปิดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของทรัพย์สินที่ซื้อขาย ทำให้ผู้ซื้อแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัตินั้น สัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้าง สัญญานั้นย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่ต้น และคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำสัญญาจะขายที่พิพาทให้โจทก์โดยทราบว่าโจทก์จะซื้อที่พิพาทไปเพื่อสร้างโรงงาน เมื่อจำเลยทราบว่าที่พิพาทอยู่ในเขตประกาศของกระทรวงมหาดไทยเรื่องห้ามก่อสร้างอาคาร แต่ปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อซึ่งเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อขายเป็นโมฆียะ เมื่อโจทก์บอกล้างแล้วสัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆะมาแต่แรก คู่สัญญาต้องกลับคืนยังฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.120 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินจากจำเลย จำเลยทราบดีอยู่แล้วก่อนวันทำสัญญาว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องกำหนดบริเวณห้ามก่อสร้างอาคารและโจทก์จะซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานแต่จำเลยปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวซึ่งหากจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์ก็จะไม่ซื้อที่ดินจากจำเลย การแสดงเจตนาของโจทก์เป็นการแสดงเจตนาด้วยการสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินอันเป็นสาระสำคัญ สัญญาจะซื้อขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะกรรม โจทก์ได้บอกล้างสัญญาจะซื้อขายต่อจำเลยและมีหนังสือเรียกมัดจำคืนจากจำเลยแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยทราบว่าจะก่อสร้างโรงงาน จำเลยไม่ทราบว่ามีประกาศกระทรวงมหาดไทยห้ามปลูกสร้างในเขตท้องที่ที่พิพาทตั้งอยู่ จำเลยมิได้จงใจปิดบังหลอกลวงเกี่ยวกับที่พิพาทในวันทำสัญญาแต่อย่างไร โจทก์ผิดนัดไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท อ้างว่าได้บอกล้างสัญญากับผู้จะขายแล้ว ซึ่งความจริงโจทก์มิได้บอกล้างสัญญาต่อจำเลยถือว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่พิพาทจากจำเลยตามกำหนดทำให้จำเลยเสียหาย ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย๓๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าโจทก์ได้บอกล้างสัญญาจะซื้อขายแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ ๒๕๐,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทราบแล้วว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทเพื่อสร้างโรงงานและจำเลยทราบว่าที่พิพาทอยู่ในเขตประกาศของกระทรวงมหาดไทยเรื่องห้ามก่อสร้างอาคารที่จำเลยฎีกาว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หยิบยกปัญหาที่ว่าโจทก์แสดงเจตนาซื้อที่ดินพิพาทเพื่อจะก่อสร้างโรงงาน แต่ที่พิพาทไม่สามารถนำไปก่อสร้างโรงงานได้ ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในคุณสมบัติของที่ดินที่จะซื้อขาย ซึ่งตามปกติย่อมนับว่าเป็นสาระสำคัญหรือไม่ขึ้นวินิจฉัยไม่ชอบ เพราะไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลพึงรู้เองหรือเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน นั้นเห็นว่าปัญหานี้ความจริงก็มีความหมายรวมอยู่ในปัญหาที่จำเลยฎีกาข้อที่หนึ่งและข้อที่สองอยู่ในตัวนั่นเอง ศาลจึงหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ศาลล่างทั้งสองมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นวินิจฉัยว่านิติกรรมจะซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยอันเกิดแต่การแสดงเจตนาวิปริตของโจทก์ มีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆียะชอบที่จะบอกล้างได้หรือไม่ อย่างไรนั้นเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้แล้วว่านิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ เพราะโจทก์สำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ที่จะซื้อและถือว่าโจทก์บอกล้างแล้ว เนื่องจากจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้ สัญญาจะซื้อขายที่พิพาทเป็นโมฆะมาแต่แรก คู่สัญญาต้องกลับคืนยังฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเงินมัดจำให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยจึงเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยบทกฎหมายแล้ว และผลแห่งคำวินิจฉัยนี้เองทำให้ไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในปัญหาที่ว่าฟ้องแย้งเกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ และจำเลยเสียหายหรือไม่เพียงใดอีกต่อไปเพราะเมื่อคู่สัญญาต้องกลับคืนยังฐานะเดิมแล้ว จำเลยก็ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายใดใดจากโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อสุดท้ายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสัญญาจะซื้อขายรายนี้ ผู้จะซื้อคือบริษัททิปโก้อีมัลชั่นจำกัด โจทก์เป็นเพียงตัวแทนนั้นเห็นว่าปรากฏตามรายงานการประชุมของบริษัทดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.๒ ว่าให้โจทก์ซื้อที่พิพาทในนามของโจทก์ มิได้ซื้อในฐานะตัวแทนบริษัท ฯ โจทก์จึงมีอำนาจเต็มในการจัดการที่พิพาทรวมตลอดทั้งการฟ้องคดีนี้ด้วย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2531 นายประสิทธิ์ ทรัพย์สาคร โจทก์ นายสุธรรม พณิชย์อำนาจ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประสิทธิ์ ทรัพย์สาคร · จำเลย - นายสุธรรม พณิชย์อำนาจ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · เสียง ตรีวิมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายอุไร คังคะเกตุ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1950/2518ฎีกา 662/2473ฎีกา 247/2501ฎีกา 541/2509ฎีกา 2857/2523ฎีกา 866/2493ฎีกา 114/2488ฎีกา 40/2516ฎีกา 5334/2533ฎีกา 1479/2523ฎีกา 901/2498ฎีกา 421/2494ฎีกา 620/2508ฎีกา 1407/2513ฎีกา 137/2513ฎีกา 1906/2535ฎีกา 377/2481ฎีกา 5268/2533ฎีกา 2259/2526ฎีกา 6265/2531ฎีกา 1394/2500ฎีกา 6827/2537ฎีกา 935/2508ฎีกา 124/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา