⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2376/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ย่อมมีผลสมบูรณ์ แม้จะยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ต้องได้รับความยินยอมและเสียค่าธรรมเนียมก่อน เพราะเงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่แบบของนิติกรรม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ให้แก่ผู้ร้องที่ 1ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึง 3 ปีเศษ โดยผู้ร้องได้รับมอบเครื่องรับโทรศัพท์ไว้ในความครอบครองตั้งแต่วันที่โอนสิทธิกัน ดังนั้นการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์รายนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์ แม้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมีเงื่อนไขว่าการโอนจะต้องได้รับความยินยอมจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเสียก่อน เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ก็ไม่ทำให้นิติกรรมการโอนเสียไปเพราะเงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่แบบของนิติกรรม สิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.305 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.115 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.544

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 42,317.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 4675914 เพื่อนำมาขายทอดตลาด โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 4675914 ซึ่งได้รับโอนสิทธิการเช่ามาจากจำเลยที่ 1 โดยผู้ร้องครอบครองโทรศัพท์ดังกล่าวมาโดยสุจริต โจทก์คัดค้านว่า สิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งยึดทรัพย์แล้ว จึงไม่อาจใช้ยันแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ เว้นแต่คู่กรณีจะตกลงเป็นอย่างอื่นโดยเฉพาะตามเงื่อนไขการเช่าระบุว่า จำเลยที่ 1 จะโอนสิทธิการเช่าแก่บุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไม่ได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...คดีนี้เป็นคดีซึ่งมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินสองหมื่นบาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา238 และ 247 ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข 4675914 ที่โจทก์นำยึด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2522 จำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวให้ผู้ร้องที่ 1 โดยผู้ร้องที่ 1 เสียค่าตอบแทนเป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ให้แล้วจำเลยที่ 1 ได้ย้ายโทรศัพท์เข้าไปติดตั้งในบ้านของผู้ร้องทั้งสองตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2523 โดยองค์การโทรศัพท์ได้อนุมัติให้ย้ายได้ตามใบรับมอบเครื่องโทรศัพท์เอกสารหมาย ร.3 จำเลยที่ 1 ได้มอบฉันทะให้ผู้ร้องที่ 1ไปดำเนินการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แต่ผู้ร้องที่ 1 ไม่ได้ไปโอนคงใช้โทรศัพท์ตลอดมาจนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2527 ผู้ร้องที่ 1 ได้ไปขอรับโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยภายหลังที่ศาลชั้นต้นได้แจ้งคำสั่งยึดสิทธิการเช่าไปยังองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2527 โจทก์ฎีกาว่า การโอนสิทธิการเช่าระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้ร้องซึ่งได้ทำกันเองไม่อาจนำมาใช้ยันกับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้ให้เช่าได้ และถือไม่ได้ว่าสิทธิการเช่านั้นตกไปเป็นของผู้รับโอนจากผู้เช่าแล้วตั้งแต่ทำสัญญาโอนสิทธิกันเพราะองค์การโทรศัพท์ผู้ให้เช่ายังไม่ยินยอมหรือรับรองการโอนนั้น และการที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้โอนสิทธิการเช่าให้แก่ผู้ร้องที่ 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2527 ภายหลังที่ได้รับแจ้งคำสั่งยึดสิทธิการเช่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2527 แล้วจึงไม่อาจใช้ยันต่อโจทก์หรือเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 (1) และมาตรา 314 (1)ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์รายนี้ จำเลยที่ 1 ได้โอนให้แก่ผู้ร้องที่ 1 โดยผู้ร้องที่ 1ได้เสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,000 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึง 3 ปีเศษ และผู้ร้องที่ 1 ได้รับมอบเครื่องโทรศัพท์ไว้ในครอบครองแล้วตั้งแต่วันที่โอนสิทธิกันดังนั้นการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์รายนี้ย่อมมีผลสมบูรณ์แม้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยมีเงื่อนไขว่าการโอนจะต้องได้รับความยินยอมจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเสียก่อน เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว ก็ไม่ทำให้นิติกรรมการโอนเสียไปเพราะเงื่อนไขดังกล่าวไม่ใช่แบบของนิติกรรม เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ได้โอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวให้ผู้ร้องที่ 1 แล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2522 ก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยึดโทรศัพท์รายนี้ การที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้ดำเนินการให้มีการโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวระหว่างผู้ร้องที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ก็เพียงแต่เป็นผู้อนุมัติให้มีการโอนกันและเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมเท่านั้นจึงไม่อาจนำหลักกฎหมายที่โจทก์กล่าวอ้างมาปรับแก่คดีนี้ได้ สิทธิการเช่าโทรศัพท์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด ศาลล่างทั้งสองให้ปล่อยการยึดทรัพย์รายนี้ต้องกันมาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น' พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2376/2531 ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด โจทก์ นาย วุฒิศักดิ์ ฤกษ์วงศ์รัตน์ กับพวก ผู้ร้อง นาง สวง สาโรช สุวรรณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กสิกร ไทย จำกัด · ผู้ร้อง - นาย วุฒิศักดิ์ ฤกษ์วงศ์รัตน์ กับพวก · จำเลย - นาง สวง สาโรช สุวรรณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 317/2489ฎีกา 392-393/2488ฎีกา 2241/2521ฎีกา 2070/2531ฎีกา 801-802/2492ฎีกา 1800/2511ฎีกา 1414/2500ฎีกา 8367/2547ฎีกา 2037/2539ฎีกา 1216/2491ฎีกา 993/2487ฎีกา 5434/2536ฎีกา 3765/2532ฎีกา 230/2501ฎีกา 4269/2528ฎีกา 888/2511ฎีกา 135/2506ฎีกา 2017/2515ฎีกา 461/2552ฎีกา 2253/2524ฎีกา 1485/2513ฎีกา 1803/2500ฎีกา 128/2521ฎีกา 2857/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา