คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3249/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดระยะเวลาเช่าเกินกว่าสามปีขึ้นไป หากไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้ถือว่าเช่ากันไปตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสียชีวิต.
ย่อคำพิพากษา
การที่จำเลยทำสัญญาเช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2508 มีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2525 เป็นต้นไป นั้นถือว่าเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นเมื่อได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ แม้โจทก์รับโอนที่พิพาทมาก่อนถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าก็ต้องรับมาทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนที่มีต่อผู้เช่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาท
จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่พิพาทจากเจ้าของเดิม สัญญาเช่ายังไม่หมดอายุ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว สัญญาตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๐๘ ระบุไว้ชัดเจนว่า หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อกิจการค้าน้ำมัน มีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ กำหนดค่าเช่าจำนวน๔๘,๐๐๐ บาท สัญญามีข้อความชัดเจนเช่นนี้จึงเป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๗ประกอบมาตรา ๑๕๓ วรรคแรก เป็นสัญญาเช่าที่สมบูรณ์ ทั้งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว จึงใช้บังคับได้ มีผลผูกพันนายสมศักดิ์ เลาหะกุลไพศาล เจ้าของที่พิพาท ต้องให้จำเลยเช่าตามสัญญาโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๕ เป็นต้นไปจนกว่าจะครบกำหนด ๑๐ ปี โจทก์จะโต้เถียงว่า สัญญาดังกล่าวเป็นเพียงคำมั่นว่าจะให้จำเลยเช่าที่พิพาทหรือเป็นเพียงสัญญาจะให้เช่า เพราะผู้เช่าคือจำเลยยังมิได้ใช้หรือได้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่านั้นฟังไม่ขึ้น เพราะสัญญาเช่านี้เป็นสัญญาเช่าที่มีเงื่อนเวลาเริ่มต้น ตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลาเริ่มต้นในสัญญา จำเลยก็ยังไม่มีสิทธิทวงถามให้ผู้ให้เช่าส่งมอบที่พิพาทที่ให้เช่าให้จำเลยได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ได้และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๖๙บัญญัติว่า อันสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่าผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่านั้นด้วย ดังนั้น เมื่อนายสมศักดิ์ เลาหะกุลไพศาล โอนขายที่พิพาทให้จำเลยเช่าแก่นายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุล นายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุล ย่อมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องให้จำเลยเช่าที่พิพาทตามสัญญาเช่าดังกล่าว และเมื่อนายวรการ ฮุนสวัสดิ์กุล โอนขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสองก่อนถึงกำหนดวันเริ่มต้นแห่งสัญญาเช่าดังกล่าว โจทก์ทั้งสองผู้รับโอนย่อมรับเอาหน้าที่ที่จะต้องให้จำเลยเช่าที่พิพาทตามสัญญาดังกล่าวด้วย ทั้งปรากฏตามคำรับของโจทก์ทั้งสองว่า ขณะรับโอนที่พิพาทนั้น โจทก์ทั้งสองก็ทราบอยู่แล้วว่ามีสัญญาเช่าดังกล่าวโจทก์ทั้งสองจึงต้องผูกพันให้จำเลยได้เช่าที่พิพาทตามสัญญาเช่าดังกล่าว ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนการเช่าที่พิพาทและขับไล่จำเลยและบริวารให้ออกจากที่พิพาทได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3249/2531
นายสมจิตต์ มีเสน่ห์ กับพวก โจทก์
บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสมจิตต์ มีเสน่ห์ กับพวก · จำเลย - บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วีระชัย สูตรสุวรรณ · สุพจน์ นาถะพินธุ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายกีรติ กาญจนรินทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายเพ็ง เพ็งนิติ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา