คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3359/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ออกเช็คให้จำเลยและจำเลยสลักหลังคืนแก่โจทก์ เป็นวิธีการชำระหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปเท่านั้น และเมื่อจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้และโจทก์ได้นำเงินตามสัญญากู้ไปชำระหนี้เงินทดรองจนเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ แม้จำเลยจะอ้างว่ายังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
สัญญากู้มีมูลหนี้มาจากการที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินในการซื้อขายหุ้นให้จำเลย การที่โจทก์ออกเช็คให้จำเลยและจำเลยสลักหลังคืนแก่โจทก์เป็นวิธีการชำระหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปในการซื้อหุ้นเท่านั้น เจตนาอันแท้จริงเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยตกลงระงับหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายไปโดยวิธีให้จำเลยกู้เงินโจทก์ใช้หนี้ จำนวนเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายแก่จำเลยตามสัญญากู้ก็คือจำนวนเงินที่โจทก์นำไปชำระหนี้เงินทดรองจ่ายนั่นเอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ดังกล่าว และโจทก์ได้นำจำนวนเงินตามสัญญากู้ไปชำระหนี้เงินทดรองจนเสร็จสิ้นแล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้นั้น จำเลยจะอ้างว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ไม่ได้.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายในการซื้อหุ้นให้จำเลยจำเลยทำสัญญาผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้ท้ายฟ้องแล้วชำระไม่ครบ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินกู้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การต่อสู้หลายประการและว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๓๕,๙๘๙.๗๔ บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปที่ว่าจะบังคับตามสัญญากู้ท้ายฟ้องได้หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายในการซื้อขายหุ้นให้จำเลย จำเลยได้ติดต่อขอทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ เพื่อนำเงินที่กู้ดังกล่าวชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ตกลงให้กู้จึงได้มีการทำสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.๓และโจทก์ได้ออกเช็คเอกสารหมาย จ.๖ สั่งจ่ายเงินตามสัญญากู้ให้จำเลย แล้วจำเลยได้สลักหลังมอบเช็คดังกล่าวให้โจทก์ต่อมาโจทก์ได้นำเงินตามเช็คดังกล่าวชำระหนี้ตามบัญชีการซื้อขายหุ้นของจำเลยส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อจำเลยลงชื่อในสัญญากู้เงินตามเอกสารหมาย จ.๓ แล้วจำเลยก็ไม่ได้รับเงินจากโจทก์ เช็คตามเอกสารหมาย จ.๖ ที่โจทก์ออกให้จำเลยนั้นในขณะที่จำเลยสลักหลังเช็คดังกล่าวทำให้โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่ามีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คไว้ก่อน การออกเช็คและสลักหลังเช็คเอกสารหมาย จ.๖ จึงไม่มีผลตามกฎหมาย เพื่อแสดงว่าสัญญากู้ไม่สมบูรณ์และไม่มีมูลหนี้เกิดขึ้นจากสัญญากู้นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สัญญากู้เอกสารหมายจ.๓ มีมูลหนี้มาจากการที่โจทก์ทดรองจ่ายเงินในการซื้อขายหุ้นให้จำเลย การที่โจทก์ออกเช็คให้จำเลยและจำเลยสลักหลังคืนแก่โจทก์เป็นเพียงวิธีการชำระหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปในการซื้อหุ้นเท่านั้น เจตนาอันแท้จริงเป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยตกลงระงับหนี้เงินทดรองที่โจทก์จ่ายไปโดยวิธีให้จำเลยกู้เงินโจทก์ใช้หนี้จำนวนเงินที่โจทก์จะต้องจ่ายแก่จำเลยตามสัญญากู้ก็คือจำนวนเงินที่โจทก์นำไปชำระหนี้เงินทดรองจ่ายนั้นเอง เมื่อปรากฏว่าจำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้ดังกล่าว และโจทก์ได้นำจำนวนเงินตามสัญญากู้ไปชำระหนี้เงินทดรองจนเสร็จสิ้นแล้วจึงต้องฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากู้นั้นจำเลยจะอ้างว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้และไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญากู้ไม่ได้
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3359/2531
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทย - มิตซูบิชิอินเวสต์เมนท์ จำกัด โจทก์
นางเบ็ญจมาศ ถิระพัฒน์ หรือนางเบญจมาศ ถิระพัฒน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทย - มิตซูบิชิอินเวสต์เมนท์ จำกัด · จำเลย - นางเบ็ญจมาศ ถิระพัฒน์ หรือนางเบญจมาศ ถิระพัฒน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายสะสม สิริเจริญสุข · ศาลอุทธรณ์ - นายชุม สุกแสงเปล่ง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา