คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การว่าไม่รู้ว่าการกระทำของตนเป็นความผิด แต่เมื่อเป็นความผิดก็รับสารภาพ ยังไม่ถือเป็นการรับสารภาพว่าได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง หากโจทก์ไม่สืบพยานลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
คำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลมีความว่า "จำเลยได้มาอาศัยอยู่กับ ม.ซึ่งหลบหนีไปแล้ว วันเกิดเหตุผู้เสียหายมาสมัครไปทำงานต่างประเทศกับ ม. ม.ให้จำเลยเขียนใบรับเงินให้เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความรู้และขณะนั้นเสมียนไม่มาทำงาน แล้วผู้เสียหายมอบเงินให้ ม. จำเลยไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด แต่เมื่อเป็นความผิดจำเลยก็รับสารภาพ ......" ดังนี้ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การที่รับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้องเมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๒ คนร่วมกันประกอบธุรกิจจัดหางานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๙๑,๓๔๑,๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.๒๕๑๑ มาตรา ๗,๒๗
จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพ โจทก์จำเลยไม่สืบพยาน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง รวม ๒ กรรม ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ จำคุก ๓ ปี ผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานฯ พ.ศ.๒๕๑๑ จำคุก ๑ เดือน รวมจำคุก ๓ ปี ๑ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ๑๕ วัน
จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ยื่นต่อศาลนั้นมีใจความจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ แต่จำเลยกระทำผิดเป็นครั้งแรกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือจำเลยได้มาอาศัยอยู่กับนายมนัส ล้อตระกูล ผู้ต้องหาที่ ๒ ซึ่งหลบหนีไปแล้ว วันเกิดเหตุผู้เสียหายมาสมัครไปทำงานในต่างประเทศกับผู้ต้องหาที่ ๒ ผู้ต้องหาที่ ๒ ให้จำเลยเขียนใบรับเงินให้เนื่องจากเห็นว่าจำเลยมีความรู้และขณะนั้นเสมียนไม่มาทำงาน แล้วผู้เสียหายมอบเงินให้แก่ผู้ต้องหาที่ ๒ จำเลยไม่รู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดดังฟ้อง แต่เมื่อเป็นความผิดจำเลยก็ให้การรับสารภาพ.....ส่วนข้อความต่อจากนั้นจำเลยขอให้ศาลรอการลงโทษแก่จำเลย ศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามคำให้การที่ยื่นต่อศาลโจทก์จำเลยแถลงไม่ติดใจสืบพยาน ศาลฎีกาเห็นว่า คำให้การของจำเลยดังกล่าวเมื่ออ่านรวมกันแล้วทั้งฉบับ แปลความได้ว่าเป็นเรื่องจำเลยรับว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ซึ่งเป็นความผิดตามฟ้องเท่านั้น จำเลยมิได้ร่วมกระทำความผิดกับนายมนัส ล้อตระกูล หรือผู้อื่น เหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพน่าจะเป็นเพราะจำเลยเข้าใจว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดก็เป็นได้ คำให้การของจำเลยในคดีนี้ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นคำให้การรับสารภาพ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานจึงลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๕
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5114/2531
พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์
นางสาวขนิกา กาแก้วมิตมาน ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · ล. - นางสาวขนิกา กาแก้วมิตมาน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุวรรณ ตระการพันธุ์ · ศักดิ์ สนองชาติ · กู้เกียรติ สุนทรบุระ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลชั้นต้น - นายสมคิด ไตรโสรัส · ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม มั่งมีดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา