⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5244/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5244/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความตกลงให้ผู้พิพากษาทั้งศาลวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริง ถือเป็นการมอบอำนาจให้ศาลชั้นต้นเท่านั้นในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าว และศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วมิได้

ย่อคำพิพากษา

คู่ความตกลงกันให้จำเลยพิสูจน์เพียงประเด็นเดียวว่า หากตามพยานหลักฐานที่จำเลยส่งอ้างฟังได้ว่าที่ดินตามโฉนดที่พิพาทเป็นที่ส่วนทั้งแปลงมาแต่ครั้งบรรพบุรุษชื่อ จ. ถือกรรมสิทธิ์ แล้วให้จำเลยเป็นชนะคดี ทั้งนี้โดยขอให้ผู้พิพากษาทั้งศาลรวม 6 นายทำการออกเสียงชี้ขาดว่า ดังนี้ เป็นการมอบให้ผู้พิพากษาทั้งศาลในศาลชั้นต้นเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริง เมื่อผู้พิพากษาเสียงข้างมากในศาลชั้นต้นออกเสียงชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ส่วนมาแต่ครั้งบรรพบุรุษของจำเลย จำเลยจึงเป็นชนะตามคำท้า โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ผู้พิพากษาทั้งศาลในศาลชั้นต้นออกเสียงชี้ขาดมิได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.138

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยไปถอนคำร้องคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดตามฟ้อง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า คูน้ำแนวเขตที่ดินตามฟ้องอยู่ในเขตที่ดินโฉนดที่ ๑๘๒๘ ซึ่งตามแผนที่หลังโฉนดมีคูน้ำล้อมรอบทั้งสามด้าน และมีลำรางสาธารณประโยชน์ทางแนวเขตด้านทิศตะวันออก ส่วนที่ดินของโจทก์มีแนวเขตตรงคันดินติดกับคูน้ำซึ่งเป็นแนวเขตที่ดินจำเลย คูน้ำแนวเขตที่ดินโฉนดของจำเลยซึ่งมีความกว้างประมาณ ๑ วา มิใช่ ๓ วาตามฟ้อง มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษของจำเลยครอบครองใช้ประโยชน์สืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งตกทอดมาถึงจำเลยครอบครองทำประโยชน์ต่อมาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว เมื่อโจทก์นำชี้แนวเขตคูน้ำและที่ดินหลังคูน้ำส่วนที่อยู่ในเขตโฉนดของจำเลย จำเลยจึงได้คัดค้าน ขอให้พิพากษายกฟ้อง ระหว่างการพิจารณา คู่ความทั้งสองฝ่ายได้แถลงข้อตกลงต่อศาลว่าให้จำเลยพิสูจน์เพียงข้อเดียวว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๘ เป็นที่สวนมาตั้งแต่บรรพบุรุษชื่อจีนจิ๋ว ถือกรรมสิทธิ์ในปี จ.ศ.๑๒๔๕ (ร.ศ.๑๐๑) หากพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ โจทก์ยอมให้ที่ดินตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทเป็นของจำเลย หากฟังไม่ได้จำเลยยอมให้ที่ดินตามแนวเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทเป็นของโจทก์ โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายขอให้ผู้พิพากษาทั้งศาลรวม ๖ นายทำการออกเสียงชี้ขาด แล้วให้ศาลพิพากษาให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่จำเลยโต้แย้งมาในคำแก้ฎีกาว่า คดีนี้ได้มีการตกลงกันให้จำเลยมีหน้าที่พิสูจน์เพียงประเด็นเดียวว่า ที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ ๑๘๒๘ เลขที่ดิน ๑๑๑ มีสภาพเป็นที่สวนทั้งแปลงมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของจำเลย โดยให้ศาลวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่จำเลยส่งอ้างต่อศาล โดยให้ถือคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในประเด็นดังกล่าวเป็นข้อแพ้ชนะในคดี เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่ดินของจำเลย แปลงดังกล่าวเป็นที่สวนตามคำท้า คำพิพากษาศาลชั้นต้นย่อมถือเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ นั้น เห็นว่าข้อตกลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นเรื่องที่คู่ความตกลงกันขอให้จำเลยพิสูจน์เพียงประเด็นเดียวว่าพยานหลักฐานที่จำเลยส่งอ้างฟังได้ว่าที่ดินตามโฉนดที่พิพาทเป็นที่สวนทั้งแปลงมาแต่ครั้งบรรพบุรุษชื่อจีนจิ๋วถือกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ จ.ศ.๑๒๔๔ (ร.ศ.๑๐๑) หรือไม่ โดยโจทก์และจำเลยตกลงกันขอให้ผู้พิพากษาทั้งศาลรวม ๖ นาย ทำการออกเสียงชี้ขาดแล้วให้ศาลพิพากษาไปตามข้อตกลงดังกล่าวนั้นอันเป็นการมอบให้ผู้พิพากษาทั้งศาลในศาลชั้น ต้นเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริง จึงมีลักษณะเป็นคำท้า หรือเรียกได้ว่ามีการตกลงกันในประเด็นแห่งคดี โดยมิได้มีการถอนฟ้อง และข้อตกลงนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๓๘ แล้ว และต่อมาผู้พิพากษาเสียงข้างมากในศาลชั้นต้นออกเสียงชี้ขาดว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๒๘ ของจำเลยเป็นที่สวนมาแต่ครั้งบรรพบุรุษของจำเลย จำเลยจึงเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำท้า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ผู้พิพากษาทั้งศาลในศาลชั้นต้นออกเสียงชี้ขาด โจทก์จะอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงใหม่แทนข้อเท็จจริงที่ผู้พิพากษาทั้งศาลในศาลชั้นต้นออกเสียงชี้ขาดมิได้ การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาพยานหลักฐานแล้ววินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเพิกถอนเสียได้ และต้องพิพากษาให้เป็นไปตามที่ตกลงท้ากัน พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5244/2531 นายชอบ ดียิ่ง กับพวก โจทก์ นางสาวรัตนา บำรุงวงษ์ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชอบ ดียิ่ง กับพวก · ล. - นางสาวรัตนา บำรุงวงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถาวร ตันตราภรณ์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายคงศักดิ์ วัชรคงศักดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายอรรถวิทย์ วรรธนวินิจ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2660/2536ฎีกา 3996/2541ฎีกา 1415/2540ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 789/2544ฎีกา 7168/2542ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1591/2495ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 82/2512ฎีกา 6528/2537ฎีกา 7907/2551ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3053/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา