⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1263/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีน้อยกว่าที่ควร ถือเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการในตำแหน่งอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

ย่อคำพิพากษา

กรุงเทพมหานครได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ระดับ 3 ขึ้นไป และเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ระดับ 4 ขึ้นไป เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และพนักงานเก็บภาษีตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 จำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ 3 งานรายได้ โดยมีหน้าที่รับแบบตรวจสอบรายการ สถานที่ กำหนดค่ารายปี เสนอหัวหน้างานพิจารณาสั่งการตามคำสั่งหัวหน้าเขตจำเลยจึงเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ ตามคำสั่งกรุงเทพมหานครหรือไม่ มิใช่สาระสำคัญ การที่จำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหายเพื่อจะทำให้ผู้เสียหายเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสีย จึงเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่ กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.149

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙, ๑๕๔, ๑๕๗ คืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ จำคุก ๕ ปี ของกลางคืนเจ้าของ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหาย ๓,๐๐๐ บาท เพื่อจะช่วยเหลือให้ผู้เสียหายเสียภาษีน้อยลงกว่าที่ควรจะเสียจริง ส่วนในข้อที่ว่า การเรียกเอาเงินดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นข้าราชการตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ๓ งานรายได้ เขตดุสิต และนายสุนทร ณ สงขลา พยานโจทก์เบิกความว่า พยานเป็นหัวหน้าเขตดุสิต เป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย หัวหน้าเขตดุสิตได้ออกคำสั่งเขตดุสิตที่ ๒๔๑/๒๕๒๖ เรื่อง การแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบในงานรายได้ ตามเอกสารหมาย จ.๘ ซึ่งมีข้อความว่าในงานรายได้ หมวดภาษีโรงเรืองและที่ดิน ให้มีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงานและรับผิดชอบ ดังนี้ ๒. นายชวลิต สายสิญจน์ (จำเลย) เจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ ๓ เป็นเจ้าหน้าที่ประจำแขวงวชิรพยาบาล แขวงสวนจิตรลดา แขวงดุสิต และแขวงสี่แยกมหานาค ให้รับผิดชอบและปฏิบัติงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดเก็บและเร่งรัดภาษีโรงเรือนฯ ตามแขวงของตนให้เกิดผลดีแก่ราชการโดยมีหน้าที่ดังนี้ ๑. รับแบบ ภ.ร.ด.๒ ตรวจสอบรายการสถานที่ กำหนดค่ารายปีเสนอหัวหน้างานพิจารณาสั่งการทุกราย ๒. รวบรวมเก็บรักษา ภ.ร.ด.๒ ประจำปีต่าง ๆ เป็นหมวดหมู่จัดลำดับให้เรียบร้อยสามารถตรวจสอบค้นหาได้ทุกเวลา ๓. ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีตามที่ตนรับผิดชอบ โดยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ ๑๕๓๗/๒๕๑๙ เรื่อง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนฯ ๔. บริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับงานในหน้าที่ต่อประชาชนผู้มาติดต่อให้เข้าใจและเกิดผลดีแก่ทางราชการตลอดจนให้อำนวยความสะดอกแก่ประชาชนด้วยดี ๕. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่หัวหน้างานรายได้สั่งการหรือมอบหมาย และโจทก์ส่งอ้างคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ ๑๕๓๗/๒๕๑๙ เรื่อง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดเก็บภาษี เอกสารหมาย ป.จ.๒ ด้วย ทั้งนายประดิษฐ์ เจียมจันทร์ หัวหน้างานรายได้ เขตดุสิต เบิกความว่า พยานเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย เมื่อจำเลยได้รับแบบเสียภาษีจากผู้ยื่นแล้ว ก็จะเสนอเจ้าหน้าที่ตามลำดับจนถึงพยาน แล้วพยานจะกำหนดค่ารายปีเพื่อเสียภาษีต่อไป การกำหนดค่ารายปีนั้นพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชา และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาษีโรงเรือนและที่ดินเสนอให้หัวหน้างานรายได้พิจารณาประเมินภาษี จากพยานหลักฐานดังกล่าวมาแล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ดำเนินการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินในแขวงวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นท้องที่ที่ตึกแถวของผู้เสียหายตั้งอยู่ ฉะนั้นการที่จำเลยเรียกเงินจากผู้เสียหายในคดีนี้เพื่อจะให้ผู้เสียหายเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะต้องเสีย จึงเป็นการกระทำเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง จำเลยจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ ตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ ๔๒๙/๒๕๒๓ หรือที่ ๗๔/๒๕๒๕ หรือไม่ มิใช่สาระสำคัญ ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๙ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2532 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายชวลิต สายสิญจน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายชวลิต สายสิญจน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นิเวศน์ คำผอง · ประชา บุญวนิช · บุญส่ง วรรณกลาง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายสมิทธิ์ วราอุบล · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4789/2565ฎีกา 3228/2527ฎีกา 5182/2559ฎีกา 5973/2537ฎีกา 1337/2538ฎีกา 4403/2528ฎีกา 3793/2530ฎีกา 3677/2525ฎีกา 1966/2531ฎีกา 1546/2511ฎีกา 1338/2538ฎีกา 3470/2543ฎีกา 1312/2504ฎีกา 492/2512ฎีกา 15805/2553ฎีกา 359/2557ฎีกา 1532/2543ฎีกา 2140/2568ฎีกา 265/2543ฎีกา 2159/2518ฎีกา 948/2510ฎีกา 3155/2531ฎีกา 2906/2517ฎีกา 1425/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา