⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3759/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3759/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการป้องกันตัวและไม่ใช่การกระทำความผิดเพราะเหตุบันดาลโทสะ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 โกรธที่ ก. ภริยาไม่ยอมกลับบ้านและจำเลยที่ 2น้องของ ก. ห้ามปรามกีดกัน จึงก่อเหตุร้องท้าทายและเป็นฝ่ายยิงปืนเข้าไปในบริเวณบ้านจำเลยที่ 2 ซึ่ง ก. กับจำเลยที่ 2ยืนอยู่ก่อน กระสุนปืนถูกจำเลยที่ 2 ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 2จึงวิ่งเข้าไปในบ้านเอาปืนมายิงต่อสู้ การกระทำของจำเลยที่ 1จึงไม่เป็นการป้องกันตัวและไม่ใช่การกระทำความผิดเพราะเหตุบันดาลโทสะ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1ถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.68 ประมวลกฎหมายอาญา ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ที่แก้ไขแล้ว และประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๐, ๒๘๘ ริบของกลางและนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากคดีอื่น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ ยอมรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญมาตรา ๒๘๘, ๘๐ ลงโทษจำคุก ๑๐ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ จำคุก ๑ ปี มาตรา ๘ ทวิ, ๗๒ ทวิ,จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑๑ ปี ๖ เดือน จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ จำคุก ๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๗ ปี ๘ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๙ เดือน ของกลางริบ คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อ ศาลพิพากษาแล้วโดยรอการลงโทษไว้ จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง, ๘ ทวิวรรคหนึ่ง ๗๒ ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้คดีมีปัญหาเพียงว่า จำเลยที่ ๑ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ ๒ เพื่อป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำโดยบันดาลโทสะหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์คือนางกรองทอง จำปาทองหรือศรีดอนโป่ง ภริยาจำเลยที่ ๑นายเกรียงไกร จำปาทอง นางสาวจำเนียร จำปาทอง ซึ่งเป็นน้องนางกรองทอและจำเลยที่ ๒ ตามลำดับว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ซึ่งขาลีบพิการและมีบ้านอยู่ห่างบ้านจำเลยที่ ๒ ประมาณ ๒๐๐ เมตร กล่าวหาว่านางกรองทองมีชู้จึงทะเลาะวิวาทกัน นางกรองทองจึงมาพักอาศัยบ้านจำเลยที่ ๒ ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑ ขี่รถจักรยาน ๒ ล้อไปตามนางกรองทองให้กลับบ้านและฉุดแขนนางกรองทอง นางกรองทองไม่ยอมกลับนายเกรียงไกรจึงบอกให้คนทั้งสองไปตกลงกันที่สถานีตำรวจหรือที่ที่ว่าการอำเภอ จำเลยที่ ๑ ได้ด่านายเกรียงไกรและพูดว่า "ถ้าแน่ให้คอยกูเดี๋ยว" แล้วขี่รถจักรยาน ๒ ล้อกลับไปเอาอาวุธปืนลูกซองยาวมายืนด่าท้าทายที่ประตูบ้าน เมื่อไม่มีใครโต้ตอบจำเลยที่ ๑ ได้ยกปืนจ้องยิงไปทางนายเกรียงไกรและนางกรองทองซึ่งยืนอยู่ที่หน้าบ้านใกล้กันและอยู่ห่างจำเลยที่ ๑ ประมาณ ๑๐ เมตร กระสุนปืนถูกแขนและมือซ้ายจำเลยที่ ๒ ซึ่งยืนห้ามจำเลยที่ ๑ ไม่ให้เข้าไปในบ้านได้รับบาดเจ็บ และจำเลยที่ ๑ ยังยิงเข้ามาในบ้านอีก จำเลยที่ ๒บอกให้นายเกรียงไกรและนางสาวจำเนียรหนีออกไป แล้วจำเลยที่ ๒ ไปหยิบปืนแก๊ปของนายกล่ำบิดามาหน้าบ้านยิงจำเลยที่ ๑ มีเสียงปืนดังอีก ๓-๔ นัด มีผู้พาจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ซึ่งต่างได้รับบาดเจ็บไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล นอกจากประจักษ์พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องกับบันทึกคำให้การของนางกรองทองในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.๑ แล้ว ร้อยตำรวจตรีวิชัย แจ้งสกุล พนักงานสอบสวนยังเบิกความสนับสนุนด้วยว่า ตามทางสอบสวนได้ความว่าจำเลยที่ ๑โกรธที่นางกรองทองภริยาไม่ยอมกลับบ้านทั้งยังถูกจำเลยที่ ๒ กับญาติห้ามปรามไว้ จึงกลับไปเอาอาวุธปืนมาร้องท้าทายและเป็นฝ่ายยิงเข้าไปในบ้านจำเลยที่ ๒ ก่อน จำเลยที่ ๒ จึงใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน ที่เกิดเหตุตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.๔ เป็นบริเวณบ้านจำเลยที่ ๒คำพยานโจทก์ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ก่อเหตุและใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในกลุ่มนางกรองทองภริยา จำเลยที่ ๒ และนายเกรียงไกรน้องนางกรองทองซึ่งยืนอยู่ใกล้กันก่อน เพราะความโกรธที่นางกรองทองไม่ยอมกลับบ้านและจำเลยที่ ๒ กับพวกห้ามปรามกีดกัน จำเลยที่ ๒ จึงวิ่งเข้าไปในบ้านเอาอาวุธปืนมายิงต่อสู้ป้องกันตน พี่น้องและทรัพย์สิน ข้อที่จำเลยที่ ๑ นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ ๑ จับได้ว่า นางกรองทองภริยามีชู้ นางกรองทองกล่าวคำอาฆาตแล้วหนีไป วันเกิดเหตุจำเลยที่ ๑กับบุตร ๒ คน ไปเกี่ยวข้าวในนาห่างบ้านประมาณ ๕๐ วา ก็ถูกจำเลยที่ ๒ กับนายเกรียงไกรซึ่งต่างเป็นน้องนางกรองทองร่วมกันใช้อาวุธปืนซุ่มยิงจำเลยที่ ๑ ก่อน จำเลยที่ ๑ จึงใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้เป็นการป้องกันตัวเองนั้น ไม่น่าเชื่อ เพราะจำเลยที่ ๑ รับว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๒ และนายเกรียงไกรแต่อย่างใดนอกจากนี้การกระทำของจำเลยที่ ๑ ไม่ใช่การกระทำความผิดเพราะเหตุบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๒ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ถูกข่มเหงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแต่อย่างใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของความผิดแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ เมื่อลดโทษหนึ่งในสามแล้วคงจำคุก ๙ เดือนนั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3759/2532 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายจรัญ ศรีดอนโป่ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี · จำเลย - นายจรัญ ศรีดอนโป่ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อากาศ บำรุงชีพ · ถวิล ทองสว่างรัตน์ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ · ศาลอุทธรณ์ - นายไพริน มะบุญพร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4077/2536ฎีกา 313/2518ฎีกา 871/2518ฎีกา 853/2473ฎีกา 3861/2537ฎีกา 6083/2546ฎีกา 2669/2538ฎีกา 625/2518ฎีกา 729/2508ฎีกา 3164/2538ฎีกา 846/2512ฎีกา 138/2532ฎีกา 226/2529ฎีกา 1150/2499ฎีกา 668/2481ฎีกา 3887/2542ฎีกา 2958/2540ฎีกา 551/2514ฎีกา 175/2514ฎีกา 9308/2546ฎีกา 2470/2515ฎีกา 1005/2532ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1309/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา