คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629-630/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาของศาลฎีกาต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมา หากศาลแรงงานมิได้สืบพยานให้ได้ข้อเท็จจริงเพียงพอ ศาลฎีกาไม่มีข้อเท็จจริงที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ และต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
ย่อคำพิพากษา
การพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาในคดีแรงงาน ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานวินิจฉัยมา ในปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าค่าครองชีพเป็นค่าจ้างหรือไม่ โจทก์หมดสิทธิเรียกร้องเอาเงินบำเหน็จตามข้อบังคับของจำเลยแล้วหรือยังนั้น ศาลแรงงานกลางไม่ได้สืบพยานให้ได้ข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จหรือไม่มีข้อความเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้าง เงินเดือน และระยะเวลาในการเรียกร้องเงินบำเหน็จว่าอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่มีข้อเท็จจริงพอที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย กรณีเป็นเรื่องศาลแรงงานกลางปฏิบัติไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(3)(ข) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31ต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองหมดสิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จที่ขาดจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จส่วนที่ขาดแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่าค่าครองชีพเป็นเงินที่จำเลยจ่ายสมทบเพิ่มให้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่มีรายได้น้อยผู้ที่มีเงินเดือนหรือค่าจ้างสูงจะไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวค่าครองชีพจึงเป็นเงินประเภทอื่น ไม่ใช่ค่าจ้าง ไม่อาจนำมารวมคำนวณเงินบำเหน็จได้ และอุทธรณ์ข้อสองว่า โจทก์ไม่ได้เรียกร้องเงินบำเหน็จจนล่วงเลยเวลาเกินกว่า 3 ปี จึงหมดสิทธิเรียกร้องตามข้อบังคับจำเลยว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ ข้อ 9 พิเคราะห์แล้วเห็นว่าในการวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองข้อของจำเลยดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่า จำเลยมีข้อบังคับว่าด้วยกองทุนบำเหน็จหรือไม่ มีข้อความเกี่ยวกับความหมายของค่าจ้างเงินเดือนและกำหนดระยะเวลาในการเรียกร้องเงินบำเหน็จว่าอย่างไรแต่ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้สืบพยานเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว เป็นเหตุให้ศาลฎีกาไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอในการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย อันเป็นกรณีที่ศาลแรงงานกลางปฏิบัติไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(3)(ข)ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางสืบพยานในเรื่องดังกล่าวข้างต้นต่อไป แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 629 - 630/2532
นาง พวงเพ็ญ สิน ทับ กับพวก โจทก์
องค์การ ทอผ้า จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง พวงเพ็ญ สิน ทับ กับพวก · จำเลย - องค์การ ทอผ้า |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มาโนช เพียรสนอง · ศักดา โมกขมรรคกุล · นำชัย สุนทรพินิจกิจ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา