⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1233/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และการพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมาย เป็นความผิดคนละกรรมกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด รถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นเพียงยานพาหนะในการกระทำความผิดและหลบหนี ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ

ย่อคำพิพากษา

การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่ง และเมื่อได้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน ต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด การที่จำเลยได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์แต่ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมาและพาจำเลยกับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 ประมวลกฎหมายอาญา ม.33 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีกระสุนปืนลูกซอง ๑ นัด จำเลยที่ ๒ มีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงาน ๑ กระบอก กับกระสุนปืนลูกซอง ๒ นัด ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ ๒ ได้พาอาวุธปืนดังกล่าวไปในทางสาธารณะและได้ร่วมกันลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย... โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้รถจัรกยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิด...เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้พร้อมด้วยอาวุธปืนลูกซองสั้น ๑ กระบอก กระสุนปืนลูกซอง ๒ นัด ปลอกกระสุนปืนลูกซอง ๑ ปลอก รถจักรยานยนต์ ๑ คัน เป็นของกลาง ต่อมาจับจำเลยที่ ๓ ได้ ขอให้ลงโทาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๒๘๘, ๒๘๙, ๑๓๘, ๑๔๐, ๓๒, ๓๓, ๘๐, ๘๓ ฯลฯ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ฯลฯ ริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๔ ข้อ ๖ ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๖ เดือนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ วรรคสองคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ ข้อ ๔ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก ๓ เดือนมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี, ๘๐ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๑๔, ๑๕ ฐานพยายามปล้นทรัพย์โดยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธและใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด จำคุก ๑๒ ปีการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ ที่แก้ไขแล้วรวมเป็นจำคุก ๑๒ ปี ๙ เดือน จำเลยที่ ๒มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ทวิ,๗๒ วรรคแรก ๗๒ ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๔๔ ข้อ ๓, ๖, ๗ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๕, ๗ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก ๑ ปี มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๐ วรรคสาม ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุก ๓ ปี มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี, ๔๐ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ข้อ ๑๔, ๑๕ ฐายพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนและใช้ยายพาหนะ จำคุก ๑๒ ปี รวมเป็นจำคุก ๑๘ ปี ชั้นจับกุมจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๘ ปี ๖ เดือนจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๒ ปี ข้อหาอื่นเกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ให้ยก ของกลางริบ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในข้อหาพยายามปล้นทรัพย์ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๖เดือน จำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๔ ปี นอกจากทีแ่ก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทศาลจะลงโทษได้เพียงบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นเห็นว่า การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีความผิดมาตั้งแต่เริ่มครอบครองเป็นกรรมหนึ่งและเมื่อได้พกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยผิดกฎหมายก็เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง จึงเป็นความผิดสองกรรมต่างกันศาลลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ฎีกาว่าเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์ รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอให้คนแก่เจ้าของนั้นเห็นว่า แม้ศาลฎีกาจะฟังว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางไปพยายามปล้นทรัพย์ แต่ก็เป็นเพียงยานพาหนะไปมาและพาจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ กับพวกหลบหนีให้พ้นจากการจับกุมโดยสะดวกและรวดเร็วเท่านั้น รถจักรยานยนต์ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดอันจะพึงริบได้ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นยกเว้นไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1233/2533 พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี โจทก์ นายสุเทพ รอดสกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี · จำเลย - นายสุเทพ รอดสกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายพิณ อินทกาญจน์ · ศาลอุทธรณ์ - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 180/2554ฎีกา 3345/2535ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1554/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 1268/2515ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1699/2525ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 633/2540ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1875/2547ฎีกา 531/2510ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1979/2521ฎีกา 8297/2540ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา