⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1927/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดต่อรัฐ การฟ้องคดีของอัยการศาลทหารไม่ถือเป็นการฟ้องคดีแทนโจทก์ ดังนั้นผลของคำพิพากษาคดีอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่ง

ย่อคำพิพากษา

ความผิดตาม พ.ร.บ. จราจรทางบกเป็นความผิดต่อ รัฐ การฟ้องคดีของอัยการศาลทหารกรุงเทพ มิอาจถือ ได้ ว่าเป็นการฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์จึงมิใช่คู่ความเดียว กับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพ ดังนั้นผลของคำพิพากษาคดีอาญาของ ศาลทหารกรุงเทพจึงไม่ผูกพันโจทก์และศาลที่พิจารณาคดีแพ่งหาจำต้องถือ ข้อเท็จจริงตาม ที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ สำนวนแรกนายสุกิจ เจริญอาชาชัย เป็นโจทก์ฟ้องพันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัย เป็นจำเลย สำนวนหลังพันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัยเป็นโจทก์ฟ้องนายสุกิจ เจริญอาชาชัย ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนหลังเป็นโจทก์และเรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนหลังเป็นจำเลย โจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า จำเลยขับขี่รถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินทั้งสิ้น 69,620 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมด้วยดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ฝ่ายเดียว ทำให้รถจำเลยต้องเสียหาย ซึ่งจำเลยได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์แล้ว สำหรับความเสียหายของรถโจทก์นั้นค่าซ่อมไม่เกิน 5,000 บาท และใช้เวลาซ่อมไม่เกิน 5 วัน หากต้องเสียค่าจ้างรถแท็กซี่ไม่เกินวันละ 200 บาท เป็นเงินไม่เกิน 1,000 บาท ทั้งรถโจทก์ไม่เสื่อมราคาอย่างใด เพราะซ่อมเปลี่ยนอุปกรณ์รถใหม่ขอให้ยกฟ้อง สำนวนหลังโจทก์ ซึ่งเป็นจำเลยในสำนวนแรก ฟ้องว่า จำเลยขับขี่รถยนต์ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์เสียหายเป็นเงิน 18,500 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลย (โจทก์ในสำนวนแรก) ให้การว่า เหตุครั้งนี้โจทก์ถูกฟ้องดำเนินคดีต่อศาลทหารกรุงเทพแต่ฝ่ายเดียว โจทก์มิได้เสียหายดังฟ้อง นอกจากนี้ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลย (โจทก์ในสำนวนหลัง) ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ (จำเลยในสำนวนหลัง) เป็นเงิน 46,620 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลย (โจทก์ในสำนวนหลัง) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนแทนโจทก์ (จำเลยในสำนวนหลัง) โดยกำหนดค่าทนายความ2,000 บาท ให้ยกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาข้อกฎหมายทั้งสองสำนวนของจำเลยที่ว่าเกี่ยวกับเรื่องรถชนกันนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าจำเลยขับขี่รถยนต์ประมาททำให้โจทก์เสียหายอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลทหารกรุงเทพและโจทก์ไปเบิกความเป็นพยานโจทก์ในฐานะผู้เสียหายด้วย ผลที่สุดศาลทหารกรุงเทพได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 155ก./2528ให้ยกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว คำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 และตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 914/2520 ระหว่างนางปรียา ทองพุฒ โจทก์นายสุรัตน์ นิตย์แสง กับพวก จำเลย จึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่อนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำพิพากษาศาลทหารกรุงเทพ(ใช้กฎ 6 ต.ค. 19) คดีดำที่ 422ก./2527 คดีแดงที่ 145ก./2528ระหว่างอัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ พันโทมนู ศรฤทธิ์ชิงชัย จำเลยที่จำเลยอ้างถึงโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าอัยการศาลทหารกรุงเทพได้ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เท่านั้น ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าอัยการศาลทหารกรุงเทพฟ้องคดีอาญาแทนโจทก์ โจทก์ในคดีนี้จึงมิใช่คู่ความเดียวกับโจทก์ในคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพผลของคำพิพากษาคดีอาญาของศาลทหารกรุงเทพดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ศาลที่พิจารณาคดีแพ่งหาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ปัญหาในสำนวนแรกตามฎีกาของจำเลยมีต่อไปว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่เพียงใด... ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าฝ่ายจำเลยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับรถยนต์เลี้ยวขวาตัดหน้ารถยนต์ที่โจทก์ขับขี่สวนทางมาในระยะกระชั้นชิด โดยจำเลยไม่ให้สัญญาณไฟเลี้ยว และไม่หยุดรอให้ถนนที่เป็นช่องทางเดินรถของรถที่แล่นสวนมาว่างเสียก่อน โจทก์จึงไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทัน เป็นเหตุให้รถของโจทก์ชนกับรถของจำเลย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมชี้ชัดว่าจำเลยกระทำประมาทเลินเล่อต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2533 นาย สุกิจ เจริญอาชาชัย โจทก์ พันโท มนู ศรฤทธิ์ชิงชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุกิจ เจริญอาชาชัย · จำเลย - พันโท มนู ศรฤทธิ์ชิงชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · มีพาศน์ โปตระนันทน์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 142/2492ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7335/2538ฎีกา 891/2510ฎีกา 861/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 307/2513ฎีกา 8444/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ