คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องทุกข์โดยผู้ที่มิใช่ผู้เสียหาย เป็นการร้องทุกข์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และพนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาที่ต้องร้องทุกข์
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ พ. ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 ในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค แต่ พ. ไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 กลับไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวซึ่งเป็นการร้องทุกข์ที่ไม่ชอบ เพราะ พ. ไม่ใช่ผู้เสียหาย เท่ากับว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวแก่จำเลยทั้งสองต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121 และพนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา ๓
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่บริการผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๙ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์จำเลยที่ ๑ ใช้แทนค่าปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีมีปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์การสอบสวนของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้นศาลฎีกาเห็นว่า ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๕ โจทก์ร่วมได้มอบอำนาจให้นายพิทักษ์ ปลื้มพิทักษ์กุล ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ ในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คเท่านั้น ไม่ได้มอบอำนาจให้นายพิทักษ์ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ แต่นายพิทักษ์ไม่ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ กลับไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ดังปรากฏตามบันทึกการร้องทุกข์มอบคดีอันยอมความได้เอกสารหมาย จ.๖ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำขึ้น ตามบันทึกการร้องทุกข์มอบคดีอันยอมความได้เอกสารหมาย จ.๖ ก็ปรากฏว่านายพิทักษืแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ ในฐานะส่วนตัว ไม่มีข้อความตอนใดระบุว่านายพิทักษ์แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๑ โดยได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมซึ่งเป็นการร้องทุกข์ที่ไม่ชอบเพราะนายพิทักษ์ไม่ใช่ผู้เสียหาย เท่ากับว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ซึ่งเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัวแก่จำเลยทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจทำการสอบสวนคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑ พนักงานอัยการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๒๐
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 330/2533
พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ โจทก์
ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่บริการ โจทก์ร่วม
ห้างหุ้นส่วนจำกัดชูตระกูลพานิช กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ · โจทก์ร่วม - ห้างหุ้นส่วนจำกัดเชียงใหม่บริการ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดชูตระกูลพานิช กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | บุญศรี กอบบุญ · เสียง ตรีวิมล · สมศักดิ์ วิธุรัติ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ ไชยวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา