⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3915/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์รับเช็คไว้แทนเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ แม้เช็คจะถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลหนี้ตามเช็คก็ยังไม่ระงับ และโจทก์ผู้ทรงเช็คที่นำเงินไปชำระแก่ธนาคารแล้วรับเช็คคืน ย่อมกลับมามีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คนั้นได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยออกเช็คผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ให้แก่โจทก์รวม 7 งวด งวดละฉบับ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทุกฉบับ จำเลยได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างโดยออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทอีก และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว สัญญาเช่าซื้อย่อมเลิกกันนับแต่นั้นเมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยชำระให้แก่โจทก์ก่อนเลิกสัญญากัน ถือได้ว่าเป็นค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับชำระไว้แล้วด้วยเช็คแทนเงิน หาใช่ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระและค้างชำระอยู่ไม่ แม้เช็คพิพาทจะรับเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน มูลหนี้ตามเช็คก็ยังไม่ระงับจนกว่าจะได้ใช้เงินตามเช็คนั้นแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้หนี้ตามเช็คพิพาท เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปขายลดให้แก่ธนาคาร ธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้และโจทก์ได้นำเงินไปชำระให้แก่ธนาคารแล้วรับเช็คคืน โจทก์จึงกลับมาเป็นผู้ทรงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.573 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.574 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.904 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.905 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.970

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ยึดรถแทรกเตอร์คืนไปแล้ว โจทก์จะต้องคืนเช็คให้จำเลย แต่ไม่คืนกลับนำมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเดิมจำเลยเช่าซื้อรถแทรกเตอร์ไปจากโจทก์ ๑ คัน เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๒๖ ในราคา ๔๕๐,๐๐๐ บาท ชำระในวันทำสัญญา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด งวดละ ๕๐,๐๐๐ บาท รวม ๗ งวด โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้าให้แก่โจทก์ไว้ เช็คงวดแรกลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๖ งวดต่อไปทุกวันที่ ๒๕ ของเดือนถัดไป เมื่อเช็คงวดแรกถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงยึดรถแทรกเตอร์คืน ต่อมาจำเลยนำเงินค่าเช่าซื้องวดแรกกับค่าเสียหายอีก ๒๐,๐๐๐ บาท รวม ๗๐,๐๐๐ บาท ไปชำระให้โจทก์และมีบุคคลอื่นไปทำสัญญาค้ำประกันไว้ โจทก์จึงมอบรถให้จำเลยไป สำหรับเช็คงวดต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ จำเลยเคยนำเงินไปชำระให้โจทก์อีกสองครั้งเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท กับ ๒๐,๐๐๐ บาท และออกเช็คเพื่อชำระหนี้ไว้ คือเช็คพิพาท ๒ ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ และ ๒๕ มีนาคม ๒๕๒๗ ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีเช็คของนายสัมฤทธิ์ เกาะทอง ซึ่งจำเลยนำไปชำระหนี้ให้โจทก์ไว้อีก ๓ ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ ๕๐,๐๐๐ บาท เช่นกัน ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๗ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๗ และ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๒๗ ตามลำดับ สำหรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับโจทก์นำไปขายลดให้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักพลับพลาไชย เมื่อเช็คถึงกำหนดธนาคารกรุงเทพ จำกัด เรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงนำเงินไปชำระให้ธนาคารแล้วรับเช็คคืนมา ต่อมาวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๗ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและจำเลยได้รับไว้แล้ว หลังจากนั้นโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยเรียกให้ชำระหนี้ตามเช็คทั้งสองฉบับ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเช็คทั้งสองฉบับมาเป็นมูลฟ้องในคดีนี้ ส่วนเช็คอีก ๓ ฉบับโจทก์นำไปเรียกเก็บเงินและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเช่นกัน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เดิมจำเลยชำระหนี้ค่าเช่าซื้อด้วยเช็คเป็นงวดแต่รับเงินตามเช็คไม่ได้ สัญญาย่อมเลิกกัน โจทก์จึงได้เข้าครอบครองรถแทรกเตอร์ที่ให้เช่าซื้อ แต่ต่อมาเมื่อจำเลยนำเงินไปชำระหนี้และโจทก์ยอมรับชำระรวมทั้งรับเช็คพิพาททั้งสองฉบับไว้โดยยอมหให้จำเลยรับรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อคืนไป จึงถือได้ว่าโจทก์จำเลยยังคงตกลงปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อต่อไป โดยโจทก์สละข้อตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว จนกระทั่งเช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญา สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันนับแต่นั้น ดังนั้น เมื่อเช็คพิพาททั้งสองฉบับจำเลยชำระให้แก่โจทก์ก่อนเลิกสัญญากัน ถือได้ว่าเป็นค่าเช่าซื้อที่โจทก์ได้รับชำระไว้แล้วด้วยเช็คแทนเงิน หาใช่ค่าเช่าซื้อที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระและค้างชำระอยู่ดังที่จำเลยอ้างไม่ แม้เช็คดังกล่าวจะรับเงินไม่ได้ มูลหนี้ตามเช็คยังคงมีอยู่ไม่ระงับไปจนกว่าจะได้ใช้เงินตามเช็คนั้นแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดใช้หนี้ตามเช็คดังกล่าว ทั้งนี้ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๒๑ ฉะนั้น เมื่อโจทก์นำเช็คทั้งสองฉบับไปขายลดไว้กับธนาคารและธนาคารเรียกเก็บเงินตามเช็คไม่ได้ โจทก์ได้นำเงินไปชำระให้แก่ธนาคารและรับเช็คคืนมา โจทก์จึงกลับเป็นผู้ทรงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามเช็คได้ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินตามเช็คสองฉบับจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถึงวันฟ้องเป็นเงินไม่เกิน ๒๐,๐๒๓.๙๗ บาท และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันในต้นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๗,๐๐๐ บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3915/2533 ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล กมลแทรกเตอร์ อิมปอร์ต เอ็กซปอร์ต โจทก์ นางมณี มะละ ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล กมลแทรกเตอร์ อิมปอร์ต เอ็กซปอร์ต · ล. - นางมณี มะละ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประจักษ์ พุทธิสมบัติ · สวิน อักขรายุธ · ชุม สุกแสงเปล่ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปทุมธานี - นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล · ศาลอุทธรณ์ - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 5603/2542ฎีกา 770/2486ฎีกา 2821/2522ฎีกา 560/2553ฎีกา 4015/2528ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 425/2520ฎีกา 698/2537ฎีกา 4873/2528ฎีกา 5434/2536ฎีกา 18343/2556ฎีกา 8021/2549ฎีกา 615/2531ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 92/2531ฎีกา 3329/2550ฎีกา 4282/2536ฎีกา 601/2537ฎีกา 1928/2531ฎีกา 9571/2544ฎีกา 3827/2542ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา