⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3946/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3946/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาขายฝากที่แท้จริงเป็นการกู้ยืมเงินและมอบทรัพย์สินเป็นประกัน หากมีการรับชำระหนี้ภายหลังกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ ถือเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่ค้างชำระภายหลังพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากแล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าต้องการจะผูกพันกันในเรื่องกู้ยืมเงินเท่านั้นสัญญาขายฝากจึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 114 วรรคสอง และจะต้องถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานที่จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และมอบที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.118 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยไปทำการจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินทั้ง 2 แปลง ตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1059 และเลขที่ 1076คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การว่า ให้โจทก์จำเลยต่างสมัครใจมุ่งผูกพันให้เกิดผลตามนิติกรรมขายฝากจึงไม่ใช่เป็นการนิติกรรมอำพรางการกู้เงินเมื่อโจทก์ไม่ได้ทำการไถ่ถอนการขายฝากในกำหนดที่ดินทั้งสองแปลงตกเป็นสิทธิของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1059 และ 1076 ตามฟ้องคืนแก่โจทก์หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า สัญญาขายฝากเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้เงินหรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์กู้เงินจำเลยเพียง40,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อ เดือน โดยจำเลยทำสัญญากู้ไว้ 2 ฉบับ ฉบับแรกจำนวนเงิน 15,000 บาท และยึดถือน.ส.3 ก. ของนายพุฒไว้เป็นประกันการชำระหนี้ ฉบับที่สองจำนวนเงิน25,000 บาท โดยจำเลยให้โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามฟ้องในราคา 40,000 บาท ตามสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3 มิได้กู้จากบิดาจำเลย และโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยแล้วเป็นเงินไม่น้อยกว่า 52,500 บาท โดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเป็นเงิน 43,500 บาทในวันที่ 17 กรกฎาคม 2527 จำเลยจึงคืน น.ส. 3 ก. ของนายพุฒให้แก่โจทก์ การที่จำเลยรับชำระหนี้เงินกู้ส่วนที่ค้างชำระภายหลังพ้นกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากแล้ว แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าต้องการจะผูกพันกันในเรื่องกู้เงินเท่านั้นสัญญาขายฝากเอกสารหมาย จ.3 จึงเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 วรรคสอง และจะต้องถือว่าสัญญาขายฝากเป็นหลักฐานที่จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์และมอบที่ดินตามฟ้องให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเท่านั้น จำเลยให้โจทก์กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนของดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่จำเลยไปแล้วเกินกว่าจำเลยเงินที่กู้ยืม หนี้ของโจทก์จึงระงับไป จำเลยต้องคืนที่ดินตามฟ้องให้แก่โจทก์" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3946/2533 นาง แจ่ม ดุลสันเทียะ โจทก์ นาย สนธยา เจนปิยพงศ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง แจ่ม ดุลสันเทียะ · จำเลย - นาย สนธยา เจนปิยพงศ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ชุม สุกแสงเปล่ง · มนู วงศ์แสงจันทร์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1092/2481ฎีกา 791-792/2509ฎีกา 5249/2539ฎีกา 9652/2559ฎีกา 621/2543ฎีกา 3789/2528ฎีกา 8911/2543ฎีกา 955/2507ฎีกา 644/2507ฎีกา 645/2489ฎีกา 2864-2865/2519ฎีกา 10227/2551ฎีกา 5590/2540ฎีกา 1401/2525ฎีกา 1898/2543ฎีกา 312/2504ฎีกา 1473/2529ฎีกา 1737/2498ฎีกา 109-111/2507ฎีกา 308-309/2511ฎีกา 540/2567ฎีกา 1730/2516ฎีกา 89/2508ฎีกา 1602/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ