⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4755/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกเพื่อทายาททุกคน ไม่ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์เพื่อตนเอง และไม่อาจอ้างอายุความมรดกเพื่อปฏิเสธสิทธิของทายาทได้

ย่อคำพิพากษา

บิดามารดาโจทก์อยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ความเป็นสามีภริยาและบุตรระหว่างบิดามารดาของโจทก์และโจทก์จึงต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้ในขณะนั้น บิดามารดาโจทก์จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมีย และโจทก์ย่อมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา จำเลยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคน ดังนั้น แม้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ผู้ตายให้แบ่งมรดกแก่โจทก์เป็นเวลาเกิน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367และไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754ขึ้นใช้ยันโจทก์ผู้เป็นทายาทของเจ้ามรดกได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1367 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1754 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม.4 ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็นนางเจริญ หงษ์ทอง นายเย็นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๑ มีทรัพย์มรดกคือที่ดิน น.ส.๓ เลขที่ ๗๒๖ และเลขที่ ๗๓๗ จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเย็นตามคำสั่งของศาลชั้นต้น จะต้องแบ่งที่ดินมรดกให้แก่ทายาท ๖ คน คือจำเลย นางสมศรี แก้วเจริญ นางน้อย หงษ์ทองและโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามมีส่วนได้รับมรดกคนละ ๑ ใน ๖ ส่วนขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ ๑ ใน ๖ ส่วนหากจำเลยไม่จัดการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้ง สามเดือนละ ๙๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกให้โจทก์ทั้งสามเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็นและมีบุตรด้วยกัน ๕ คน ที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างนายเย็นกับจำเลย เมื่อนายเย็นถึงแก่ความตาย จำเลยได้ครอบครองตลอดมา โจทก์ทั้งสามไม่เคยเกี่ยวข้อง ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จำเลยไปยื่นคำร้องขอรับมรดกของนายเย็น โจทก์ที่ ๓ ไปคัดค้านโดยอ้างว่าโจทก์ที่ ๓ เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น คดีโจทก์ทั้งสามขาดอายุความเพราะไม่ฟ้องขอแบ่งมรดกภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่นายเย็นถึงแก่ความตาย หากจะฟังว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น โจทก์ทั้งสามก็ไม่มีสิทธิที่จะได้รับมรดกของนายเย็นถึงคนละ ๑ ใน ๖ ส่วน โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งที่ดินตาม น.ส.๓ เลขที่ ๗๒๖เลขที่ ๗๓๗ ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ ๑ ใน ๖ ส่วน หากจำเลยไม่จัดการหรือมิอาจทำได้ให้เอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย และห้ามมิให้จำเลยยุ่งเกี่ยวทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสามและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ ๙๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายเย็นและนางเจริญอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยเปิดเผยเป็นที่รู้กันทั่ว ๆ ไปว่านายเย็นกับนางเจริญเป็นสามีภริยากันและมีบุตรด้วยกัน คือ โจทก์ทั้งสาม โดยอยู่กินกันมาก่อนปีพ.ศ. ๒๔๗๗ เพราะโจทก์ที่ ๑ เกิดเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๔๗๔ ตามภาพถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านท้ายฟ้องอันเป็นเวลาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ความเป็นสามีภริยาและบุตรระหว่างนายเย็น นางเจริญ และโจทก์ทั้งสามจึงต้องบังคับตามกฎหมายลักษณะผัวเมียซึ่งใช้ในขณะนั้น นายเย็นและนางเจริญจึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายลักษณะผัวเมียแล้ว ฉะนั้นโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นบุตรของนายเย็นและนางเจริญจึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเย็น แล้วฟังข้อเท็จจริงว่านายเย็นและจำเลยได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงในขณะอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาททั้งสองแปลงครึ่งหนึ่ง โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคนละ ๑ ส่วนในจำนวน ๑๒ ส่วน จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยเป็นฝ่ายครอบครองทรัพย์มรดกของนายเย็นตลอดมา แต่จำเลยยื่นคำร้องขอรับมรดกของนายเย็นในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเย็นเพื่อรับมรดกไปแบ่งให้แก่ทายาทของนายเย็น ทั้งเมื่อนายอำเภอบางระกำได้ทำการสอบสวนจำเลยยังให้ถ้อยคำว่า จำเลยมีหน้าที่จะต้องแบ่งมรดกของเจ้ามรดกรายนี้ให้แก่ทายาทผู้มีส่วนได้เสียทุกคน และหลังจากรับโอนมรดกแล้ว จำเลยยังได้โอนบางส่วนของที่ดินพิพาทแปลงเนื้อที่ ๒๓ ไร่เศษให้แก่นางบุญหรือสมศรีทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกไป อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บางส่วนของผู้จัดการมรดกแล้ว พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้แทนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทุกคนด้วย หาใช่ครอบครองเพื่อตนเองแต่ผู้เดียวไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ทั้งสามฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกให้แบ่งมรดกแก่โจทก์ทั้งสามเป็นเวลาเกิน ๑ ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม จำเลยก็ไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเพื่อตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๗ และไม่อาจยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ ขึ้นใช้ยันโจทก์ทั้งสามผู้เป็นทายาทของเจ้ามรดกได้ ฟ้องของโจทก์ทั้งสามจึงไม่ขาดอายุความ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งมรดกที่ดินตาม น.ส.๓ก. เลขที่๗๒๖ และเลขที่ ๗๓๗ ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ ๑ ส่วนใน ๑๒ ส่วน หากจำเลยไม่จัดการหรือไม่อาจจัดการได้ให้เอาคำพิพากษาศาลฎีกาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามปีละ๔๕๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามเสร็จ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4755/2533 นางเช้า ไวพาลา กับพวก โจทก์ นางถนอม หงษ์ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเช้า ไวพาลา กับพวก · จำเลย - นางถนอม หงษ์ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายสุนทร นาเนกรังสรรค์ · ศาลอุทธรณ์ - นายโสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 770/2535ฎีกา 1200/2523ฎีกา 621/2519ฎีกา 3345/2535ฎีกา 943/2513ฎีกา 1280/2492ฎีกา 817/2490ฎีกา 194/2543ฎีกา 94/2493ฎีกา 2938/2519ฎีกา 2718/2538ฎีกา 5640/2541ฎีกา 6163/2537ฎีกา 1028/2564ฎีกา 192/2485ฎีกา 805/2506ฎีกา 663/2488ฎีกา 4817/2533ฎีกา 2792/2535ฎีกา 8604/2544ฎีกา 7/2539ฎีกา 159/2513ฎีกา 247/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา