⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5622/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ในการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแพ่ง ศาลไม่จำเป็นต้องถือเอาข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยไว้ในคดีก่อน แต่ต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาในการวินิจฉัยคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน.

ย่อคำพิพากษา

ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกัน ในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาด้วยกันนั้น หาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่า ในการพิจารณาคดีหลังที่กล่าวหากันด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีก่อน ศาลจะต้องถือเอาข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วในคดีก่อนไม่ดังนั้น ในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญา ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนได้ หาจำต้องไปฟังข้อเท็จจริงจากคดีก่อนไม่ ส่วนในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งนั้น หากเป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมาศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ในคดีส่วนแพ่ง แม้ศาลอุทธรณ์จะมิได้วินิจฉัยคดีและพิพากษาให้แก่โจทก์ การที่จะส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งเสียใหม่หาได้เกิดผลดีแก่คดีโจทก์ไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาใหม่.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบจอง เนื้อที่๒๕ ไร่ ตำบลสามขา อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธ์ุ เมื่อวันที่๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ จำเลยได้บุกรุกเข้าไปตัดฟันต้นไม้ในที่ดินดังกล่าว และถูกพนักงานอัยการฟ้องในข้อบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย ต่อมาวันที่ ๔ กรกฎาคม๒๕๓๐ เวลากลางวัน จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวอีกและได้ปลูกบ้านหนึ่งหลังทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของที่ดินดังกล่าว เพื่อถือการครอบครองที่ดินอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เหตุเกิดที่ตำบลสามขา อำเภอกุฉินารายณ์จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๒, ๓๖๓,๙๒, ๙๓ ให้ขับไล่จำเลยและรื้อถอนบ้านออกไป ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินอีกศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวยมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ และจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ จำเลยย่อมมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่า โจทก์ การครอบครองของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยว่า ความผิดฐานบุกรุกตามที่โจทก์ฟ้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมา ในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาด้วยกันนั้น หาได้มีบทกฎหมายใดบังคับว่า ในการพิจารณาคดีหลังที่กล่าวหากันด้วยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีก่อน ศาลจะต้องถือเอาข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไว้แล้วในคดีก่อนไม่ ดังนั้น ในการวินิจฉัยคดีส่วนอาญาคดีนี้ ศาลจึงฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนได้หาจำต้องไปฟังข้อเท็จจริงจากคดีก่อนไม่ ส่วนในการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งนั้นหากเป็นการฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวเนื่องกันมาดังกล่าวแล้ว ศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุกว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานบุกรุก ในคดีส่วนแบ่งศาลจึงไม่อาจจะบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้จะต้องพิพากษายกฟ้องนั่นเอง อย่างไรก็ดีในคดีส่วนแพ่งนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ จะมิได้วินิจฉัยและพิพากษาให้แก่โจทก์ การที่จะส่งสำนวนคืนให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งเสียใหม่ก็หาได้เกิดผลดีแก่คดีของโจทก์ไม่ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายนี้แล้วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาใหม่ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พิพากษายกฟ้องคดีส่วนแพ่งของโจทก์ด้วยค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5622/2533 นางแพร สุขเกษม โจทก์ นายเสงี่ยม ผิวละมัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางแพร สุขเกษม · จำเลย - นายเสงี่ยม ผิวละมัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 280/2530ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1022/2551ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5272/2544ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 2520/2544ฎีกา 5150/2552ฎีกา 7201/2568ฎีกา 1733/2498ฎีกา 1660/2518ฎีกา 581/2502ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1948/2520ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา