⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5950/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5950/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลรับฟังสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาเป็นพยานหลักฐานได้นั้น เป็นเพราะคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว แต่ไม่ได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

ในระหว่างที่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้เงินตามเช็คอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นคำแถลงว่าตำรวจจับตัว ข. ได้ และพนักงานอัยการได้ฟ้อง ข.ต่อศาลอาญาในข้อหาปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของ ธนาคารโจทก์จนหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของจำเลย และยอมให้ ข. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารโจทก์ในชื่อของจำเลย ศาลอาญาได้พิพากษาว่า ข. มีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมแล้วปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาท้ายคำแถลง ของจำเลย ซึ่งทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำแถลงดังกล่าวของจำเลยแล้ว มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำแถลงดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลฎีกาก็รับฟังสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวนหกฉบับซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหกฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๕๙๔,๕๘๓,.๒๑ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินต้น ๕๖๓,๗๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ ไม่เคยออกเช็ค และไม่เคยลงลายมือชื่อในเช็คตามฟ้อง เมื่อประมาณวันที่ ๒๒ กรกฎาคม๒๕๒๖ จำเลยทราบว่าบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยได้สูญหายไปจึงได้ไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อ ทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อมาต้นปี ๒๕๒๗ จำเลยถูกทวงถามให้ชำระหนี้ตามเช็คของธนาคารดังกล่าวจำเลยจึงได้ติดต่อกับธนาคารดังกล่าว จึงทราบข้อเท็จจริงว่านายชาตรี จันทร์แก้ว ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่หายไปไปทำการเปลี่ยนแปลงรูปถ่ายเจ้าของบัตรแล้วนำไปเปิดบัญชีที่ ธนาคารดังกล่าว ซึ่งสมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิยืนยันว่า ผู้ที่มาทำการเปิดบัญชีไม่ใช่จำเลยแต่เป็นนายชาตรีจันทร์แก้ว ซึ่งอ้างชื่อจำเลย จำเลยได้ไปร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๙๔,๘๕๓.๒๑ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๕๖๓,๗๔๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทตามฟ้องทั้งหกฉบับหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งหกฉบับเป็นใครโจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าโจทก์ได้รับ เช็คพิพาททั้งหกฉบับจากนายสมปอง จงเจริญมณีกุลลูกหนี้ของโจทก์ แต่โจทก์มิได้นำนายสมปองมาเบิกความให้เห็นว่านายสมปองได้เช็คพิพาททั้งหกฉบับมาอย่างไร จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่เคยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาบางกะปิ และไม่เคยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งหกฉบับแต่นายชาตรี จันทร์แก้ว ได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยแล้วนำไปเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาบางกะปิ โดยนายชาตรีอ้างตัวเองว่าเป็นจำเลยโดยจำเลยมีนายประโยชน์ เจียรวงศ์วาน พนักงานฝ่ายเปิดบัญชีของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาบางกะปิ มาเบิกความยืนยันว่าผู้ที่มาเปิดบัญชีในนามของจำเลยนั้นได้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วย พยานได้ตรวจดูหน้าตาของผู้มาขอเปิดบัญชีแล้ว เห็นว่า ตรงกับรูปถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชน แต่เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว จำเลยได้ไปหาพยานที่ธนาคารและเอาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้ พยานตรวจดูแล้วปรากฏว่า ไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนที่ผู้มาขอเปิดบัญชีได้ให้ไว้ประกอบกับต่อมาในระหว่างที่คดีนี้อยู่ในพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐ ว่า ตำรวจจับตัวนายชาตรี จันทร์แก้ว และพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชาตรีต่อศาลอาญาในข้อหาปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและใช้ บัตรประจำตัวประชาชนปลอมนั้น แสดงต่อนายประโยชน์เจียรวงศ์วาน จนนายประโยชน์หลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริง และยอมให้นายชาตรีเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ และศาลอาญาได้พิพากษาว่านายชาตรีมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมลงโทษจำคุก ๓ ปีปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอาญา คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙๗๗/๒๕๒๙ระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายชาตรี จันทร์แก้วจำเลย ท้ายคำแถลงของจำเลยดังกล่าว ซึ่งทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำแถลงดังกล่าวของจำเลยแล้ว มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำแถลงดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งหกฉบับตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับรวมตลอดถึงดอกเบี้ยแก่โจทก์ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5950/2533 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ นายณรงค์ สุนทรธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด · จำเลย - นายณรงค์ สุนทรธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · ชุม สุกแสงเปล่ง · เพ็ง เพ็งนิติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายสันติ ทักราล · ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 2918/2522ฎีกา 2307/2518ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1305/2547ฎีกา 2732/2534ฎีกา 698/2537ฎีกา 230/2510ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 7988/2551ฎีกา 2186/2550ฎีกา 164/2553ฎีกา 1969/2515ฎีกา 185/2566ฎีกา 2752/2537ฎีกา 6911/2544ฎีกา 7937/2538ฎีกา 3604/2533ฎีกา 6321/2544ฎีกา 235/2540ฎีกา 3329/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา