⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5968/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันได้ ถือเป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ และศาลต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องของกลางที่มีไว้เป็นความผิดด้วย.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวและการที่จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญ ป. จนทำให้ตก ใจกลัว เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันได้ เป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) คำพิพากษาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องของกลางด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลางที่ใช้กระทำผิด และท้ายฟ้องมีคำขอให้ศาลริบอาวุธปืนของกลางด้วย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนของกลางและไม่สั่งริบอาวุธปืนอันเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้ เสียให้ถูกต้องได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.32 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.91 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานได้บังอาจพาอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยบังอาจใช้อาวุธปืนที่จำเลยพาติดตัวไปดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์ที่บริเวณขมับขวาจนทำให้นายประพจน์เกิดความตกใจกลัว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 21526 มาตรา 4 และสั่งริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 ที่แก้ไขแล้ว เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 4 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวและใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จันทวงษ์ จนทำให้ตกใจกลัว เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยฎีกาได้ แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง และการที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวและการใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จนทำให้ตกใจกลัวนั้น เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนติดตัวและมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญนายประพจน์แยกจากกันได้ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นความผิดต่างกรรมกันเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดต่างกรรมกัน จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสองตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลาง และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคม 2 มีอำนาจพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางได้หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนที่จำเลยมีพาติดตัว กับใช้กระทำความผิดและท้ายฟ้องมีคำขอให้ศาลสั่งริบอาวุธปืนของกลาง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย (9) คำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง" ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนของกลางและไม่สั่งริบเมื่ออาวุธปืนของกลางอันเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจแก้เสียให้ถูกต้องได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษา. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2533 พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบูรณ์ โจทก์ นาย เอนก วงศ์ มี นา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบูรณ์ · จำเลย - นาย เอนก วงศ์ มี นา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · วัชรินทร์ รักขพันธ์ · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2821/2522ฎีกา 729/2508ฎีกา 180/2554ฎีกา 1106/2467ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 1824/2499ฎีกา 2024/2531ฎีกา 799/2464ฎีกา 6759/2540ฎีกา 1875/2547ฎีกา 4180/2539ฎีกา 916/2536ฎีกา 2457/2530ฎีกา 2178/2517ฎีกา 1048/2494ฎีกา 4534/2531ฎีกา 3332/2554ฎีกา 4155/2535ฎีกา 2303/2514ฎีกา 480/2468ฎีกา 3779/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา