⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5968/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2533

ป.พ.พ. ม.32, 91, 392

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันได้ ถือเป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ และศาลต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องของกลางที่มีไว้เป็นความผิดด้วย.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวและการที่จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญ ป. จนทำให้ตก ใจกลัว เป็นการกระทำที่มีเจตนาแยกจากกันได้ เป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186(9) คำพิพากษาต้องมีคำวินิจฉัยเรื่องของกลางด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนของกลางที่ใช้กระทำผิด และท้ายฟ้องมีคำขอให้ศาลริบอาวุธปืนของกลางด้วย ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนของกลางและไม่สั่งริบอาวุธปืนอันเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ปัญหานี้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้ เสียให้ถูกต้องได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.186 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.32 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.91 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.392 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.186 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.32 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.91 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.392 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองสั้นขนาด 12 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนอาวุธปืนของนายทะเบียนประทับ ไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย จำเลยซึ่งมิใช่เจ้าพนักงานได้บังอาจพาอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวติดตัวไปในหมู่บ้านและทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควรโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และมิใช่กรณีมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยบังอาจใช้อาวุธปืนที่จำเลยพาติดตัวไปดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์ที่บริเวณขมับขวาจนทำให้นายประพจน์เกิดความตกใจกลัว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 21526 มาตรา 4 และสั่งริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ข้อ 3, 6, 7 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 ที่แก้ไขแล้ว เรียงกระทงลงโทษ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครองครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุก 4 เดือน ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญ จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 5 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 8 เดือน 15 วัน จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน แต่ให้ริบของกลาง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยพาอาวุธปืนติดตัวและใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จันทวงษ์ จนทำให้ตกใจกลัว เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยฎีกาได้ แม้มิได้ว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง และการที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัวและการใช้อาวุธปืนดังกล่าวจี้ขู่เข็ญนายประพจน์จนทำให้ตกใจกลัวนั้น เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนติดตัวและมีเจตนาที่จะใช้อาวุธปืนจี้ขู่เข็ญนายประพจน์แยกจากกันได้ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นความผิดต่างกรรมกันเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดต่างกรรมกัน จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสองตามฎีกาของจำเลยมีว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลาง และโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาคม 2 มีอำนาจพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางได้หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องของโจทก์บรรยายไว้ชัดเจนว่า เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืนที่จำเลยมีพาติดตัว กับใช้กระทำความผิดและท้ายฟ้องมีคำขอให้ศาลสั่งริบอาวุธปืนของกลาง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งต้องมีข้อสำคัญเหล่านี้เป็นอย่างน้อย (9) คำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางหรือในเรื่องฟ้องทางแพ่ง" ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่วินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนของกลางและไม่สั่งริบเมื่ออาวุธปืนของกลางอันเป็นทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด จึงเป็นการไม่ชอบ แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ในปัญหานี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มีอำนาจแก้เสียให้ถูกต้องได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษา. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5968/2533 พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบูรณ์ โจทก์ นาย เอนก วงศ์ มี นา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เพชรบูรณ์ · จำเลย - นาย เอนก วงศ์ มี นา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · วัชรินทร์ รักขพันธ์ · ปรีชา ธนานันท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2821/2522ฎีกา 729/2508ฎีกา 180/2554ฎีกา 1106/2467ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2279/2515ฎีกา 2024/2531ฎีกา 799/2464ฎีกา 1875/2547ฎีกา 1048/2494ฎีกา 4534/2531ฎีกา 764/2469ฎีกา 1480/2492ฎีกา 182/2532ฎีกา 1189/2537ฎีกา 3827/2542ฎีกา 3779/2543ฎีกา 2078/2529ฎีกา 820/2529ฎีกา 2083/2539ฎีกา 5239/2540ฎีกา 5308/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา