⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2722/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2722/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยยกข้อต่อสู้ว่าหนี้มีจำนวนน้อยกว่าที่ฟ้อง เป็นการต่อสู้เพียงว่าจะต้องรับผิดเท่าใดเท่านั้น การยกข้อต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้ว เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวเป็นประเด็นมาแต่ศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกา. เมื่อหนี้เป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยให้การว่าเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จริง แต่จำนวนหนี้ไม่มากเท่ากับที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้เป็นเรื่องที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้เพียงว่าจะต้องรับผิดเพียงใดเท่านั้น การที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ได้รับเงินต้นคืนบางส่วน จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวเป็นประเด็นมาแต่ศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้เงินกู้ เป็นการฟ้องให้ชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้เมื่อศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นให้แก่โจทก์ไปแล้วบางส่วน คงเหลือหนี้ต้นเงินอีกบางส่วนศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่ง มิได้ฎีกาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยที่ค้าง 271,246.58 บาท แก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 200,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้บังคับจำนองโดยนำที่ดินจำนองทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์และรับเงินจากโจทก์เพียง 100,000 บาท พร้อมกับให้จดทะเบียนจำนองที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นประกันการกู้ยืมของจำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญาจำนอง จำเลยที่ 1 ชำระเงินต้น14,200 บาท และดอกเบี้ย 5,000 บาท แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยกับจำเลยที่ 1 ในต้นเงิน 200,000 บาท เพราะจำเลยที่ 1มิได้เป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่4 มีนาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 71,246.58 บาท) แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 27835 และ 27836 ตำบลหมื่นไวยอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ได้รับเงินต้นคืนบางส่วนตามเช็ค 4 ฉบับ เป็นเงิน 14,200 บาทแล้วนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้เงินจำนวนเงินต้น 200,000 บาท ดอกเบี้ย 71,246.58 บาทนั้น เมื่อจำเลยให้การว่าเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จริง เพียงแต่จำนวนหนี้ไม่มากเท่ากับที่โจทก์ฟ้อง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้เพียงว่าจะต้องรับผิดเพียงใดเท่านั้น จำเลยมิได้ยกเรื่องอำนาจฟ้องด้วยเหตุตามข้อฎีกาขึ้นว่ากล่าวเป็นประเด็นมาแต่ศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อต่อมาว่าได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์แล้วปรากฏตามสำเนาเช็ค 4 ฉบับ เอกสารหมาย ล.1ถึง ล.4 ซึ่งโจทก์จะต้องหัดให้จำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่าแม้เอกสารหมายล.1 ถึง ล.4 เป็นเพียงสำเนาเอกสารต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 ก็ตามแต่จำเลยที่ 1 ก็ได้เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเช็คให้โจทก์ไป12 ฉบับ ฉบับละ 4,800 บาท เป็นการชำระดอกเบี้ยฉบับละ1,250 บาท โจทก์เรียกเก็บเงินแล้ว 4 ฉบับ ต้นฉบับเอกสารอยู่ที่ธนาคาร โจทก์เบิกความรับว่า จำเลยจะสั่งจ่ายเช็คมอบให้โจทก์จำนวน 12 ฉบับหรือไม่ก็จำไม่ได้ แต่ตอนชำระดอกเบี้ยจำเลยได้สั่งจ่ายเป็นเช็ค เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์เกินกว่า5 ใบ โจทก์นำเช็คของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขานครราชสีมา คำเบิกความของโจทก์จึงรับกันกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินต้นจำนวน 14,200 บาท แก่โจทก์แล้ว ส่วนหนี้ที่เหลือจำนวน185,800 บาท คงค้างชำระโจทก์อยู่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในหนี้เงินกู้ ซึ่งเป็นการฟ้องให้ชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินต้นแก่โจทก์ไปแล้วบางส่วน คงเหลือหนี้เงินต้นเพียง 185,800 บาท ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ฎีกาได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินต้นจำนวน 185,800 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2722/2534 นาย ธานินทร์ คุ้มหมื่นไวย โจทก์ นาง กิมเจียง แซ่ ตั้ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ธานินทร์ คุ้มหมื่นไวย · จำเลย - นาง กิมเจียง แซ่ ตั้ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ · อุไร คังคะเกตุ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 6025/2538ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1030/2509ฎีกา 710/2542ฎีกา 8884/2543ฎีกา 194/2543ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 218/2481ฎีกา 8444/2538ฎีกา 6058/2538ฎีกา 1165/2537ฎีกา 100/2540ฎีกา 5806-5807/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ