⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3418/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3418/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สำเนาสัญญาที่แสดงให้เห็นถึงข้อความแห่งตราสารอันเป็นต้นฉบับได้ เมื่อต้นฉบับนำมาแสดงไม่ได้ และได้มีการนำสืบพิสูจน์แล้วว่าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ ย่อมรับฟังสำเนาสัญญาดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานได้

ย่อคำพิพากษา

สัญญากู้เงินได้ทำไว้ 2 ฉบับ โดยขณะทำสัญญาได้ใช้กระดาษก๊อปปี้คั่นกลาง ต้นฉบับอยู่ที่จำเลยซึ่งเป็นผู้กู้ ส่วนฉบับสำเนาอยู่ที่โจทก์ ดังนี้ สำเนาสัญญาไม่ใช่เอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยและนำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นแล้วว่าต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ จึงรับฟังสำเนาสัญญากู้ดังกล่าวได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 93(2) เท่ากับโจทก์มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือ จึงฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินและรับเงินจากโจทก์ ขอให้จำเลยชำระเงินต้น 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันกู้ถึงวันฟ้อง 3,000 บาท รวม 33,000 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินโจทก์ โจทก์ปลอมลายมือชื่อจำเลยในสัญญากู้เงินแล้วนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินต้น 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้จนถึงวันฟ้อง(แต่ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 3,000 บาท) จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.3 ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมและจะใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้หรือไม่ โจทก์นำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 30,000 บาท แล้วทำสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3ให้ไว้เป็นหลักฐาน ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า จำเลยมีอาชีพออกเงินให้กู้โจทก์ได้ฝากเงินให้จำเลยนำไปให้ผู้อื่นกู้แบ่งดอกเบี้ยกันคนละครึ่งสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 โจทก์ทำขึ้นเอง เป็นเอกสารปลอม และจำเลยอ้างนางสุไรรัตน์ ไกรคุ้ม นางเทวิน วงศ์จันทร์ และนางสมทรงศรีสวัสดิ์ เป็นพยาน ทั้งสามคนเบิกความทำนองเดียวกันว่า จำเลยเป็นตัวแทนโจทก์ในการนำเงินมาให้กู้ ตามคำพยานจำเลยดังกล่าวปรากฏว่าพยานทั้งสามรู้จักโจทก์มานาน 5-6 ปี เท่ากับรู้จักจำเลยดังนี้หากพยานทั้งสามต้องการกู้ยืมเงินและโจทก์มีอาชีพให้กู้เงินโดยทั่วไปแล้ว จำเลยทั้งสามก็น่าจะไปติดต่อกู้เงินจากโจทก์โดยตรงไม่น่าจะต้องกู้ยืมเงินโดยผ่านจำเลยตามที่จำเลยต่อสู้ จำเลยนำสืบรับว่าได้รับเงินมาจากโจทก์ 30,000 บาท และตามฎีกาจำเลยก็รับว่าจำเลยเป็นผู้เขียนสัญญากู้ตามฟ้องนั้น เพียงแต่ไม่ได้ลงชื่อผู้กู้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3ซึ่งแม้จะเป็นรอยก๊อปปี้ก็ตาม ลายมือชื่อดังกล่าวมีลวดลายการเขียนเหมือนลายมือชื่อจำเลยซึ่งลงไว้ในใบตอบรับเอกสารหมาย จ.1พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และได้ทำสัญญากู้ไว้จริงตามฟ้อง สัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ไม่ใช่เอกสารปลอม ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า สัญญากู้เอกสารหมาย จ.3ซึ่งเป็นฉบับสำเนาใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้หรือไม่เห็นว่าโจทก์นำสืบแล้วว่า จำเลยได้ทำสัญญา 2 ฉบับ สัญญาทำไว้โดยใช้กระดาษก๊อปปี้คั่นกลางต้นฉบับอยู่ที่จำเลย ส่วนฉบับสำเนาตามเอกสารหมาย จ.3อยู่ที่โจทก์ซึ่งกรณีเป็นไปได้ตามที่โจทก์นำสืบ ดังนี้ถือว่าโจทก์ได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นแล้วว่า ต้นฉบับเอกสารนำมาไม่ได้ จึงรับฟังสัญญากู้เอกสารหมาย จ.3 ซึ่งเป็นฉบับสำเนาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93(2) เท่ากับโจทก์มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือฟ้องร้องบังคับคดีจำเลยได้ตามกฎหมาย" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3418/2534 นางสาว หล่อ ม พรามหพันธ์ โจทก์ นาง วิมล อินทรมณี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว หล่อ ม พรามหพันธ์ · จำเลย - นาง วิมล อินทรมณี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · อุระ หวังอ้อมกลาง · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 2732/2534ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 254/2520ฎีกา 2423/2550ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 2657/2534ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 484/2486ฎีกา 4007/2552ฎีกา 1776/2541ฎีกา 923/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ