⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5972/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5972/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อตกลงที่กำหนดให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน แล้วจึงจะเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้นั้น เป็นเพียงการสงวนสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ยึดไว้แล้วเท่านั้น มิใช่เงื่อนไขบังคับก่อนที่ทำให้สิทธิเรียกร้องของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นต่อเมื่อเงื่อนไขสำเร็จแล้ว

ย่อคำพิพากษา

เดิม อ.เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุด ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้จำนวนดังกล่าวในศาล จำเลยที่ 1 ได้ตกลงกับโจทก์ขอลดความรับผิดลงแล้วมอบเช็คซึ่งจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายให้โจทก์ โดยให้โจทก์ดำเนินการบังคับคดีต่อไป หากในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของ อ.ได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินให้โจทก์ให้ครบ 10,000 บาทถ้าขายทอดตลาดได้เงินกว่า 10,000 บาท โจทก์จะคืนเช็คของจำเลยที่ 2 ให้แก่จำเลยที่ 1ดังนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเพียงข้อสงวนสิทธิของโจทก์ในการที่จะบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเอาจากทรัพย์สินของ อ. ที่โจทก์ได้นำยึดและอายัดไว้แล้วเท่านั้น มิใช่ข้อความที่บังคับไว้ให้โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ขายทอดตลาดทรัพย์สินของ อ.เกิดขึ้นหรือต่อเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของ อ.แล้วได้เงินไม่ถึง 10,000 บาท เกิดขึ้นเสียก่อนไม่ข้อตกลงดังกล่าวจึงมิใช่นิติกรรมที่มีเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะทำให้นิติกรรมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้วตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1435 บัญญัติไว้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.145

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยทั้งสองทำบันทึกตกลงรับผิดแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงมีเงื่อนไขบังคับก่อน ซึ่งโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๙,๘๒๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องในส่วนที่จำเลยทั้งสองมิได้ให้การปฏิเสธประกอบเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ ที่คู่ความรับกันและข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนสรุปได้ว่า นางอนงค์เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วรวมเป็นเงิน ๒๓๐,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ค้ำประกันหนี้จำนวนดังกล่าวในศาล โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของนางอนงค์กับของจำเลยที่ ๑ เพื่อจะขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยที่ ๑ จึงได้ตกลงกับโจทก์เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๒๙ขอลดความรับผิดลงเหลือ ๒๑๐,๐๐๐ บาท แล้วได้มอบแคชเชียร์เช็คจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาทกับเช็คที่จำเลย ที่ ๒ เป็นผู้สั่งจ่ายเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๒๙ให้แก่โจทก์ไว้ตามมูลหนี้ดังกล่าวในวันทำสัญญา โจทก์ตกลงจะถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ ๑ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๒๙ โดยจำเลยที่ ๑ ตกลงจะเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการถอนการยึดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ส่วนทรัพย์สินของนางอนงค์นั้นโจทก์จะดำเนินการบังคับคดีต่อไป หากในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของนางอนงค์ได้เงินไม่ถึง๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ จะจ่ายเงินให้โจทก์ให้ครบ ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าขายทอดตลาดได้เงินกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท โจทก์จะคืนเช็คของจำเลยที่ ๒ ให้แก่จำเลยที่ ๑ ดังนี้ เห็นว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๒๑๐,๐๐๐ บาท ได้ตามมูลหนี้เดิมที่จำเลยที่ ๑ ขอลดลง และจากเช็คทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ ๑ มอบแก่โจทก์เป็นการชำระหนี้ตามมูลหนี้ดังกล่าวได้อยู่แล้ว เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ หาได้กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์ของนางอนงค์เกิดขึ้นจำเลยที่ ๑ จึงจะรับผิดชำระเงินจำนวน๒๑๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ หรือหากขายทอดตลาดทรัพย์ของนางอนงค์แล้วได้เงินไม่ถึง๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ จึงจะรับผิดชำระเงินจำนวน ๒๑๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ข้อความในบันทึกเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ ที่ว่า ส่วนทรัพย์สินของนางอนงค์ที่โจทก์ยึดและอายัดไว้โจทก์จะดำเนินการบังคับคดีขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ให้ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลรวมทั้งค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไปนั้น เป็นเพียงข้อสงวนสิทธิของโจทก์ในการที่จะบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเอาจากทรัพย์สินของนางอนงค์ที่โจทก์ได้นำยึดและอายัดไว้แล้วเท่านั้นมิใช่ข้อความที่บังคับไว้ให้โจทก์เกิดสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้จำนวน ๒๑๐,๐๐๐ บาทต่อเมื่อมีเหตุการณ์ขายทอดตลาดทรัพย์สินของนางอนงค์เกิดขึ้นหรือต่อเมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินของนางอนงค์แล้วได้เงินไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท เกิดขึ้นเสียก่อนไม่ บันทึกข้อตกลงตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๒ จึงมิใช่นิติกรรมที่มีเงื่อนไขเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนอันจะทำให้นิติกรรมเป็นผลต่อเมื่อเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้วตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๕บัญญัติไว้ พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5972/2534 นายเฉลิม สถิตย์ทอง โจทก์ นางพาณี เติมศิริกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายเฉลิม สถิตย์ทอง · จำเลย - นางพาณี เติมศิริกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · ชุม สุกแสงเปล่ง · อุดม มั่งมีดี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงพระนครใต้ - นายทวีศักดิ์ ทองภักดี · ศาลอุทธรณ์ - นายอัธยา ดิษยบุตร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 806/2518ฎีกา 2794/2526ฎีกา 6666/2541ฎีกา 1460/2493ฎีกา 914-927/2513ฎีกา 3539/2524ฎีกา 2932/2519ฎีกา 1658/2492ฎีกา 1781/2493ฎีกา 173/2488ฎีกา 393/2470ฎีกา 802/2519ฎีกา 367/2532ฎีกา 6303/2539ฎีกา 416/2546ฎีกา 5673/2533ฎีกา 289/2495ฎีกา 2991/2565ฎีกา 1693/2515ฎีกา 532/2496ฎีกา 7438/2540ฎีกา 3777/2533ฎีกา 661-662/2511ฎีกา 528/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา