⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 162/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ถูกแย่งการครอบครองมิได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 เป็นเหตุให้เสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเองได้.

ย่อคำพิพากษา

กำหนดเวลาให้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 นั้น ไม่ใช่เรื่องอายุความแต่เป็นกำหนดเวลาสำหรับฟ้องเมื่อโจทก์ผู้ถูกแย่งการครอบครองไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ก็ย่อมเสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองที่หลุดมือไปแล้วทันที ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การเป็นประเด็นโดยตรงศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน น.ส.3 ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลตากฟ้า (ตาคลี) อำเภอตากฟ้า (ตาคลี) จังหวัดนครสวรรค์โดยโจทก์ซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ซึ่งคดีดังกล่าวจำเลยทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 4 และที่ 5 แต่โจทก์ไม่สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวได้เต็มพื้นที่ เนื่องจากในที่ดินมีบ้านและยุ้งข้าวของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ปลูกอยู่ โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและยุ้งข้าวออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะหากนำที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสองปลูกบ้านและยุ้งข้าวอยู่ดังกล่าวออกให้เช่าก็จะได้ค่าเช่าในอัตราปีละ 2,400 บาท จำเลยทั้งสองอยู่มารวม 2 ปี จึงคิดเป็นเงินค่าเสียหายรวม 4,800 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดิน น.ส.3 ของโจทก์และให้จำเลยทั้งสองพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนก็ให้โจทก์จัดการรื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่ารื้อถอนให้แก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 4,800 บาทชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,400 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองปลูกบ้านและยุ้งข้าวในที่ดินของจำเลยทั้งสองเอง ซึ่งอยู่นอกที่ดิน น.ส.3 ทั้งสองแปลงที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาด เป็นที่ดินตกสำรวจ โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนบ้านและยุ้งข้าวออกไปจากที่ดินส่วนค่าเสียหายก็มีไม่ถึงดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ดินดังกล่าวให้เช่าได้ปีละไม่เกิน 1,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตำบลตากฟ้า (ตาคลี) อำเภอตากฟ้า(ตาคลี) จังหวัดนครสวรรค์ ของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์รื้อถอนเองโดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 4,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายในอัตราปีละ 2,400บาท แก่โจทก์ นับตั้งแต่วันฟ้อง (8 เมษายน 2528) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายบุญชู ทะนะแสงทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 2อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ว่าถ้าจำเลยไม่รื้อถอน ให้โจทก์รื้อถอนโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีประเด็นที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการที่จำเลยมิได้ยกข้อต่อสู้เป็นประเด็นไว้โดยตรงในศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์เกิน1 ปี โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีอำนาจที่จะยกมาตรา 1375 ขึ้นวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า กำหนดเวลาให้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นั้น ไม่ใช่เรื่องอายุความแต่เป็นกำหนดเวลาสำหรับฟ้อง เมื่อโจทก์ผู้ถูกแย่งการครอบครองไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลาดังกล่าวก็ย่อมเสียสิทธิที่จะเอาคืนซึ่งการครอบครองที่หลุดมือไปแล้วทันที ปัญหาข้อนี้เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยจะมิได้ยกต่อสู้ไว้ในคำให้การเป็นประเด็นโดยตรง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยเห็นว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วศาลชั้นต้นนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น สำหรับประเด็นที่ว่า โจทก์หมดสิทธิที่จะฟ้องเอาที่ดินพิพาทคืนได้หรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย... โจทก์ยังคงมีสิทธิครอบครองอยู่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 162/2536 นาย สม ชาย กุลรัตนาวิโรจน์ โจทก์ นาย เดียด ทะนะแสง โดย นายบุญชู ทะนะ แสง ผู้ เข้า เป็น จำเลย คู่ความ แทน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สม ชาย กุลรัตนาวิโรจน์ · จำเลย - นาย เดียด ทะนะแสง โดย นายบุญชู ทะนะ แสง ผู้ เข้า เป็น · จำเลย - คู่ความ แทน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประพัฒน์ อุชุภาพ · บุญส่ง วรรณกลาง · สะสม สิริเจริญสุข
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1452/2511ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7903/2568ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 2170/2517ฎีกา 1131/2502ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ