⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 469/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2536

ป.วิ.แพ่ง ม.27, 76

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การส่งคำคู่ความหรือเอกสารตามกฎหมายต้องถึงผู้รับโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากผู้รับได้รับทราบและมาดำเนินกระบวนพิจารณาแล้ว ถือว่าการส่งนั้นสมบูรณ์ แม้จะมีข้อบกพร่องในการส่งก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

การส่งคำคู่ความ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 25,31ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคแรก นอกจากเป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในการส่งคำคู่ความและเอกสารนั้น แล้วยังเป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นจะต้องถึงผู้รับโดยถูกต้องจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไว้เช่นนั้น เมื่อได้ความว่าหลังจากเจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยได้แต่งทนายความมาต่อสู้คดี และดำเนินกระบวนพิจารณา จนมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมแล้วแสดงว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยจำเลยได้รับทราบและมาตามนัดของศาลแล้ว แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวจะมีบุคคลอายุไม่เกินยี่สิบปี ซึ่งทำงานเป็นพนักงานของจำเลยเป็นผู้รับไว้ ก็หาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะเหตุนี้ไม่ ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยมายื่นคำร้องภายหลังศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้วซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.76 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.25 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.76 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสิบสามสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 โจทก์ทั้งสิบสามสำนวนได้ฟ้องจำเลยให้จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสิบสามโดยให้จำเลยนำเงินมาวางที่ศาล จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ตรวจพบว่า นางสาวกสมา ภักดีผู้ที่ลงชื่อรับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์ทั้งสิบสามไว้แทนจำเลย อายุไม่ครบ 20 ปี การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลนับแต่การพิจารณา สืบพยานพิพากษาและการบังคับคดีย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไม่ชอบ แต่จำเลยก็ได้ทราบคำฟ้องและเข้าต่อสู้คดีจนศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาลให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 25 ที่บัญญัติว่า"การส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นใดไปยังคู่ความในคดีแรงงานให้กระทำโดยเจ้าพนักงานศาล..." ก็ดีและตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 76 วรรคแรกที่บัญญัติว่า "เมื่อเจ้าพนักงานศาลไม่พบคู่ความหรือบุคคลที่จะส่งคำคู่ความหรือเอกสาร ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของบุคคลนั้น ๆ ถ้าได้ส่งคำคู่ความหรือเอกสารให้แก่บุคคลใด ๆที่มีอายุเกินยี่สิบปีซึ่งอยู่หรือทำงานในบ้านเรือนที่สำนักทำการงานที่ปรากฏว่าเป็นของคู่ความหรือบุคคลนั้น... ให้ถือว่าเป็นการเพียงพอที่จะฟังว่าได้มีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารถูกต้องตามกฎหมายแล้ว..."ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ให้นำมาใช้บังคับในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ก็ดี นอกจากเป็นบทบัญญัติที่มุ่งประสงค์ป้องกันความเสียหายอันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบในการส่งคำคู่ความและเอกสารนั้นแล้ว ยังเป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองว่าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้น จะต้องถึงผู้รับโดยถูกต้องจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไว้เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีได้ความว่า หลังจากเจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแล้ว จำเลยได้แต่งทนายความมายื่นคำให้การต่อสู้คดีและดำเนินกระบวนพิจารณาไปจนมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความจนศาลแรงงานกลางพิพากษาตามยอมเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2535แล้ว แสดงว่าการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลย จำเลยได้รับทราบและมาตามนัดของศาลแล้ว แม้การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวจะมีบุคคลอายุไม่เกินยี่สิบปีซึ่งทำงานเป็นพนักงานของจำเลยเป็นผู้รับไว้ก็หาทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะเหตุนี้ไม่ทั้งเป็นกรณีที่จำเลยมายื่นคำร้องภายหลังศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาแล้ว ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27ที่ศาลแรงงานกลางยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 469/2536 นาย ประพันธ์ จง เจริญ ยิ่ง ยง กับพวก โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทา โต้อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ประพันธ์ จง เจริญ ยิ่ง ยง กับพวก · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทา โต้อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)โสภณ จันเทรมะ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1120/2536ฎีกา 2844/2543ฎีกา 5101/2550ฎีกา 6296/2545ฎีกา 891/2538ฎีกา 995/2529ฎีกา 7390-7391/2553ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 2070/2562ฎีกา 3116/2529ฎีกา 7980/2551ฎีกา 3813/2535ฎีกา 345/2520ฎีกา 21848/2555ฎีกา 280/2530ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 15036/2558ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 4637/2567ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ