⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 569/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 569/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมเพราะโจทก์กรอกจำนวนเงินภายหลังเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ จำเลยย่อมนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้อต่อสู้ดังกล่าวได้

ย่อคำพิพากษา

จำเลยยอมรับว่าได้ลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำไว้กับโจทก์ แต่ต่อสู้ว่าขณะที่ลงชื่อยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ลงไป แล้วโจทก์ไปกรอกจำนวนเงินเพิ่มเติมภายหลังซึ่งสูงกว่าที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์ ดังนี้ เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยจึงนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 75,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยได้รับเงินไปครบถ้วนตั้งแต่วันทำสัญญา เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ชำระ ขอศาลบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 106,438 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 75,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 10,000 บาทและได้ลงชื่อไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยมิได้กรอกข้อความต่อมาโจทก์นำไปกรอกข้อความโดยทุจริต โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยนำมาฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 20 มีนาคม 2532เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน75,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 5มิถุนายน 2529 ไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จสิ้นให้แก่โจทก์สำหรับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเมื่อรวมกับต้นเงิน 75,000 บาท แล้วต้องไม่เกิน 106,438 บาท เท่าที่โจทก์ขอมา จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1 มาแสดง ซึ่งจำเลยยอมรับว่าได้ลงชื่อในช่องผู้กู้ตามเอกสารหมาย จ.1 จริง และตามเอกสารดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยได้รับเงินกู้ไปเรียบร้อยแล้ว จำเลยต่อสู้ว่าสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมจึงนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคสองน่าเชื่อว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปตามฟ้อง ไม่ใช่เอกสารปลอมดังจำเลยอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 569/2536 นาง ถนอมพร แกนพิน โจทก์ นาย นิต ยา พิทักษ์ วา ที จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ถนอมพร แกนพิน · จำเลย - นาย นิต ยา พิทักษ์ วา ที
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเมธ อุปนิสากร · วิทวัส อยู่วัฒนา · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 1561/2520ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 6801/2540ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1550/2493ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 3649/2525ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 6848/2540ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ