คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1356/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยใช้อาวุธและโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม เท่านั้น
ย่อคำพิพากษา
ผู้เสียหายเป็นบุตรติด จ. แล้ว จ. มาอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลย อำนาจปกครองผู้เสียหายตกแก่ จ.ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1568การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธและโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสามเท่านั้น กรณี ไม่ต้องด้วยมาตรา 285
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำชำเราเด็กหญิงเสนอ ขจรเดชผู้เสียหายอายุ 12 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลยและเป็นผู้อยู่ในความปกครองของจำเลย โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยใช้มีด1 เล่มเป็นอาวุธขู่ผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277, 285
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 227 วรรคสอง ประกอบมาตรา 285 จำคุก 15 ปี
โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษแก่จำเลยไม่ถูกต้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ประกอบมาตรา 285ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม หรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 222 ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้มือบีบคอและใช้อาวุธมีดจี้ที่คอผู้เสียหายกระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่โดยผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 12 ปี ไม่ยินยอม ดังนี้การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำชำเราผู้เสียหายอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยใช้อาวุธและโดยผู้เสียหายไม่ยินยอม ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่เห็นว่าผู้เสียหายเป็นบุตรติดนางจงกล บุญชู แล้งนางจงกลมาอยู่กินฉันสามีภรรยากับจำเลย อำนาจปกครองผู้เสียหายตกแก่นางจงกลผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1568การที่จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสามเท่านั้น กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 285 อันเป็นบทบัญญัติที่ให้วางโทษหนักกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ หนึ่งในสาม เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1356/2537
อัยการ สมุทรปราการ โจทก์
นาย ปรีชา หรือ ใหญ่ จ้อง น้อย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - อัยการ สมุทรปราการ · จำเลย - นาย ปรีชา หรือ ใหญ่ จ้อง น้อย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชัย ศิริบุตร · สันติ ทักราล · สวรรค์ ศักดารักษ์ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา