⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4820/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4820/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาแก่โจทก์ภายในกำหนด หากเสมียนทนายที่รับมอบฉันทะเพียงฟังและรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับบัญชีพยานเท่านั้น จะถือว่าจำเลยหรือทนายจำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ ศาลชั้นต้นจึงต้องแจ้งคำสั่งเพิ่มเติมนั้นให้จำเลยหรือทนายจำเลยทราบโดยตรง

ย่อคำพิพากษา

ทนายจำเลยที่ 1 มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำบัญชีพยานที่จะใช้ไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไปยื่นต่อศาลชั้นต้นศาลชั้นต้นเกษียณสั่งในใบมอบฉันทะว่า "ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน การส่งหากไม่มีผู้รับแทนให้ปิดหมาย" แม้ใบมอบฉันทะมีข้อความระบุว่าให้เสมียนทนายฟังและรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ตาม ก็จะถือว่าเสมียนทนายจำเลยที่ 1 ได้ทราบคำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ให้แก่ทนายโจทก์ภายในกำหนด 7 วัน ด้วยไม่ได้เพราะตามใบมอบฉันทะฉบับดังกล่าวแปลความได้ว่า เสมียนทนายจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงฟังและรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าจะสั่งรับหรือไม่รับบัญชีพยานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เท่านั้นจึงเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องแจ้งคำสั่งเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทนายจำเลยที่ 1 ทราบโดยตรงมิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งนั้นแล้วไม่ได้ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงถือเอาเหตุที่เสมียนทนายจำเลยที่ 1ไม่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายจำเลยที่ 1 ทราบมาเป็นเหตุแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 โดยสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.64 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.156 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 10,262,165.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15ต่อปี จากต้นเงิน 135,509.52 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2523ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2524 และของต้นเงิน 10,262,165.98 บาทนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2524 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจำนวน 12,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,403,904.73 บาทนับแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2523 (วันฟ้อง) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมวางศาลภายใน 7 วัน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ในวันนัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ทนายจำเลยมอบฉันทะให้เสมียนทนายมาฟังแทน ส่วนโจทก์ไม่มาฟัง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องขออนาถาของจำเลยที่ 1 และให้ออกหมายนัดแจ้งวันไต่สวนให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 6 มีนาคม 2535 ทนายจำเลยที่ 1มอบฉันทะให้เสมียนทนายคนเดียวกันมายื่นบัญชีพยานชั้นไต่สวนอนาถาฟังและรับทราบคำสั่งศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องอุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ภายใน 7 วันวันที่ 17มีนาคม 2535 รองจ่าศาลชั้นต้นรายงานศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 1 ไม่นำส่งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าเดิมศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนในข้อยากจนของจำเลยที่ 1 เสียก่อน แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์2535 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1ฟัง ศาลชั้นต้นเพียงแต่จดรายงานกระบวนพิจารณาทางด้านหลังของคำสั่งศาลอุทธรณ์อ่านให้จำเลยที่ 1 ฟังว่าให้นัดไต่สวนอนาถาหมายแจ้งวันนัดให้ทนายโจทก์ทราบ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้จดรายงานกระบวนพิจารณาสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ทราบด้วย ศาลชั้นต้นเพิ่งเกษียณสั่งในใบมอบฉันทะของทนายจำเลยที่ 1 ที่มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำบัญชีพยานของจำเลยที่ 1 ที่จะสืบในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไปยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2535 ว่า ให้จำเลยที่ 1นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่ทนายโจทก์ภายใน7 วัน การส่งหากไม่มีผู้รับแทนให้ปิดหมาย เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1อ้างว่าไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาในวันอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ฟัง คงจะเป็นเพราะความพลั้งเผลอของศาลชั้นต้นเอง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในใบมอบฉันทะของทนายจำเลยที่ 1 ที่ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายนำบัญชีพยานที่จะใช้ไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไปยื่นต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 6 มีนาคม 2535 ว่า "ให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน การส่งหากไม่มีผู้รับแทนให้ปิดหมาย" แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในใบมอบฉันทะดังกล่าว ในวันที่เสมียนทนายนำใบมอบฉันทะนั้นไปยื่นต่อศาลชั้นต้น และใบมอบฉันทะฉบับนั้น มีข้อความระบุว่าให้เสมียนทนายฟัง และรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นก็ตาม จะถือว่าเสมียนทนายจำเลยที่ 1 ผู้นำใบมอบฉันทะไปยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ทราบคำสั่งเรื่องที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยที่ 1 ให้แก่ทนายโจทก์ ภายในกำหนด7 วัน ด้วยไม่ได้ เพราะตามใบมอบฉันทะฉบับลงวันที่ 6 มีนาคม 2535แปลความได้ว่า เสมียนทนายจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงฟังและรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นว่าจะสั่งรับหรือไม่รับบัญชีพยานของจำเลยที่ 1หรือไม่เท่านั้น จะแปลความรวมไปถึงว่าเสมียนทนายจำเลยที่ 1จะต้องรับทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในเรื่องอื่นด้วยไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่ทนายโจทก์ภายในกำหนด 7 วัน เพิ่มเติมมาในใบมอบฉันทะดังกล่าว ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจสั่งในใบมอบฉันทะฉบับนั้นได้ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องแจ้งคำสั่งเพิ่มเติมนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทนายจำเลยที่ 1 ทราบโดยตรงมิฉะนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 และทนายจำเลยที่ 1 ทราบคำสั่งนั้นแล้วไม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งคำสั่งให้จำเลยที่ 1 หรือทนายจำเลยที่ 1 ทราบเรื่องที่จะให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่ทนายโจทก์ทราบ ศาลชั้นต้นจะถือเอาเหตุที่เสมียนทนายจำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายจำเลยที่ 1ทราบมาเป็นเหตุแห่งความผิดของจำเลยที่ 1 สั่งว่าจำเลยที่ 1 ทิ้งคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาไม่ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้จำเลยที่ 1 นำส่งสำเนาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาให้แก่ทนายโจทก์ทราบ แล้วดำเนินการต่อไป ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4820/2537 องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร โจทก์ บริษัท ไทย เจริญ ปรา จีน จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร · จำเลย - บริษัท ไทย เจริญ ปรา จีน จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรินทร์ นาควิเชียร · นาม ยิ้มแย้ม · จรัญ หัตถกรรม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4326/2540ฎีกา 3914/2531ฎีกา 2646/2527ฎีกา 2198/2522ฎีกา 1337/2533ฎีกา 393/2536ฎีกา 407/2544ฎีกา 866/2518ฎีกา 1477/2500ฎีกา 469/2531ฎีกา 6472/2541ฎีกา 615-616/2488ฎีกา 4762/2545ฎีกา 4036-4037/2530ฎีกา 5415/2543ฎีกา 9200/2547ฎีกา 8277/2551ฎีกา 581/2502ฎีกา 1644/2519ฎีกา 4910/2533ฎีกา 2159/2530ฎีกา 8909/2544ฎีกา 495/2549ฎีกา 1899/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ