⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5315/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5315/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาตกลงกันให้หนี้เดิมระงับไปและก่อให้เกิดหนี้ใหม่ขึ้นแทน ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงสิ้นผลผูกพันไป

ย่อคำพิพากษา

เช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ จำเลยออกให้โจทก์ชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์กระบะของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้โอนทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้จำเลยไปแล้ว โดยจำเลยยังมิได้ชำระราคารถยนต์กระบะตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้โจทก์ การที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกันภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่า ให้จำเลยเอาหนี้ตามเช็คทั้งหมด รวมทั้งเช็คพิพาท 4 ฉบับด้วยมารวมกันแล้วให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 4,000,000 บาท โดยมีข้อความระบุว่า ผู้กู้ได้ยืมเงินสดจากผู้ให้กู้เป็นจำนวน 4,000,000 บาท ได้จ่ายเช็คของธนาคารมอบให้ไว้กับผู้ให้กู้ เมื่อถึงกำหนดให้เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บวันนี้ผู้กู้ได้มอบเช็คดังกล่าวข้างต้นให้กับผู้ให้กู้ไว้เป็นที่เรียบร้อยในวันทำสัญญา ถือว่าได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับไป มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพัน คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรกและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4(1) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางโทษจำคุกกรรมละ3 เดือน รวม 4 กรรม เป็นจำคุก 12 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 4 ฉบับ ตามฟ้องให้โจทก์เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงินปรากฏว่าธนาคารตามเช็คพิพาทได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 4 ฉบับ จำเลยไม่มีเงินในบัญชีขณะที่ออกเช็ค แต่การที่โจทก์จำเลยได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2534 ภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ว่าให้จำเลยเอาหนี้ตามเช็คทั้งหมดรวมทั้งเช็คพิพาท 4 ฉบับด้วยมารวมกันแล้วให้จำเลยทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน4,000,000 บาท ตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.14 โดยมีข้อความระบุว่า "ผู้กู้ได้ยืมเงินสดจากผู้ให้กู้เป็นจำนวน4,000,000 บาท ได้จ่ายเช็คของธนาคาร มอบให้ไว้กับผู้ให้กู้เมื่อถึงกำหนดให้เข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บ วันนี้ผู้กู้ได้มอบเช็คดังกล่าวข้างต้นให้กับผู้ให้กู้ไว้เป็นที่เรียบร้อยในวันทำสัญญาลงชื่อ ยรรยง พิมพิรัตน์ ผู้กู้ สุพัตรา รุ่งทิวากรกิจผู้ให้กู้" ถือว่าได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับไป มูลหนี้ที่จำเลยออกเช็คพิพาทจึงสิ้นผลผูกพัน คดีเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 7 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์เป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(3) พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5315/2537 นาง สุพัตรา รุ่งทิวากร กิจ โจทก์ นาย ยรรยง พิมพิรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุพัตรา รุ่งทิวากร กิจ · จำเลย - นาย ยรรยง พิมพิรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดุสิต เพชรปลูก · เสมอ อินทรศักดิ์ · นิวัตน์ แก้วเกิดเคน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2246/2520ฎีกา 7217/2544ฎีกา 6631/2568ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1490/2538ฎีกา 9649/2555ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1499/2531ฎีกา 51/2502ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 11/2539ฎีกา 9076/2558ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 6241/2538ฎีกา 1727/2539ฎีกา 3374/2566ฎีกา 6987/2540ฎีกา 178/2494
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา