⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4712/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.220

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว เพราะจำเลยหลบหนีและให้ออกหมายจับจำเลยเพื่อนำตัวมาพิจารณาต่อไป ครั้นวันที่ 27 ธันวาคม 2538 จำเลยยื่นคำร้องว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยโจทก์ทั้งสองบรรยายวันเวลาในการกระทำความผิดของจำเลยในคำฟ้องข้อ 2 ว่า "เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองพิทักษ์ทรัพย์ (บังคับคดีล้มละลาย 1) กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม..." และจากคำให้การพยานโจทก์ทั้งสองในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ระบุวันที่จำเลยให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าวันที่ 20 ธันวาคม 2533 เช่นเดียวกันดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า วันที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานคือวันที่ 20 ธันวาคม 2533 โจทก์ทั้งสองจะต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยมายังศาลภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันกระทำความผิดวันที่ 20 ธันวาคม2533 เป็นต้นไป คือโจทก์ทั้งสองต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยมาศาลภายในวันที่ 20 ธันวาคม2538 แต่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลภายในวันที่ 20 ธันวาคม 2538 คดีของโจทก์ทั้งสองจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 ขอให้จำหน่ายคดีและเพิกถอนหมายจับจำเลย โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้านว่า คดีโจทก์ทั้งสองยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 เพราะโจทก์ทั้งสองได้ฟ้องจำเลยภายในอายุความศาลได้ทำการไต่สวนและมีคำสั่งถึงที่สุดว่าคดีมีมูล และได้ออกหมายจับจำเลย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังไม่ระงับไป เนื่องจากอายุความได้สะดุดหยุดอยู่นับตั้งแต่วันฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์ทั้งสองขาดอายุความ และมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ย่อมมีผลเท่ากับว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17)พ.ศ. 2532 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2540 นาย ทรงศักดิ์ จันทรประเสริฐ กับพวก โจทก์ นาย สมบูรณ์หรือกฤษณ์ชัย มรรคยาธร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ทรงศักดิ์ จันทรประเสริฐ กับพวก · จำเลย - นาย สมบูรณ์หรือกฤษณ์ชัย มรรคยาธร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · สัญชัย สิงหลกะ · อำนวย หมวดเมือง
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 274/2480ฎีกา 1635/2493ฎีกา 297/2530ฎีกา 109/2493ฎีกา 2824/2543ฎีกา 1656/2532ฎีกา 5863/2541ฎีกา 3937/2535ฎีกา 2186/2550ฎีกา 1811/2530ฎีกา 2891/2540ฎีกา 3981/2534ฎีกา 2751/2524ฎีกา 892/2507ฎีกา 4883/2541ฎีกา 321/2482ฎีกา 9984/2553ฎีกา 2651/2517ฎีกา 8743/2550ฎีกา 4135/2535ฎีกา 1280/2513ฎีกา 1184/2546ฎีกา 351/2480ฎีกา 1490/2520
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา