⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4805/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์ให้เงินแก่จำเลยเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการทำการประมง และตกลงให้หักชำระคืนจากค่าสัตว์น้ำที่จำเลยนำมาขายแก่โจทก์ ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งที่ไม่มีแบบ จึงสมบูรณ์เมื่อมีการแสดงเจตนาและฟ้องร้องบังคับกันได้โดยไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ประกอบกิจการแพปลารับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมงลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์นอกจากรับซื้อสัตว์น้ำแล้วโจทก์ยังให้ยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายและค่าอุปกรณ์เกี่ยวกับเรือประมงของผู้ซึ่งนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์การชำระคืนตกลงให้หักเอาจากค่าปลาหรือสัตว์น้ำที่นำมาขายจำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง4ลำและเป็นผู้นำปลามาขายแก่โจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยยืมเงินและทดรองจ่ายจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆเกี่ยวกับประมงของจำเลยไปก่อนเมื่อจำเลยนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์โจทก์จึงคิดหักหนี้เงินที่จำเลยรับล่วงหน้าและทดรองจ่ายไปดังนี้นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวมิใช่เป็นการกู้ยืมแต่เป็นการรับเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนในการทำการประมงของจำเลยกล่าวคือโจทก์รับดำเนินการในภาระต่างๆที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรือประมงที่จะออกทะเลโดยมุ่งที่จะซื้อสัตว์น้ำจากเรือของจำเลยสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆที่โจทก์ออกไปจะนำมาหักกับค่าซื้อขายสัตว์น้ำที่เรือแต่ละลำได้มาต่างกับการกู้ยืมเงินทั่วๆไปที่ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องใช้จ่ายเงินได้เฉพาะเรื่องและถือเอาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเป็นสำคัญนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบย่อมสมบูรณ์ด้วยการแสดงเจตนาและฟ้องร้องบังคับกันได้โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.149 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการแพปลาชื่อ "แพปลาสรินนา"รับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมง ซึ่งตามประเพณีปฏิบัติผู้ประกอบกิจการแพปลาจะให้เจ้าของเรือประมงยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรือประมงไปก่อนโดยเจ้าของเรือประมงยอมให้หักหนี้เอาจากเงินค่าสัตว์น้ำที่ขายได้ในแต่ละเที่ยว จำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง 4 ลำซึ่งนำสัตว์น้ำไปขายที่แพปลาของโจทก์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2537ถึงเดือนพฤษภาคม 2538 จำเลยค้างชำระเงินยืมและเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรือประมงของจำเลยรวมเป็นเงิน800,504 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย จำเลยไม่เคยกู้ยืมหรือค้างชำระเงินโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 800,504 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษายืน จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการแพปลาชื่อ "แพปลาสรินนา" รับซื้อสัตว์น้ำจากผู้ประกอบอาชีพประมง ลักษณะการประกอบกิจการของโจทก์นอกจากรับซื้อสัตว์น้ำแล้วโจทก์ยังให้ยืมเงิน และทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายและค่าอุปกรณ์เกี่ยวกับเรือประมงของผู้ซึ่งนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์ การชำระคืนตกลงให้หักเอาจากค่าปลาหรือสัตว์น้ำที่นำมาขายจำเลยเป็นเจ้าของเรือประมง 4 ลำ และเป็นผู้นำปลามาขายแก่โจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยยืมเงินและทดรองจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับเรือประมงของจำเลยไปก่อน เมื่อจำเลยนำสัตว์น้ำมาขายแก่โจทก์โจทก์จึงคิดหักหนี้เงินที่จำเลยรับล่วงหน้าและทดรองจ่ายไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องจำเลยเรื่องกู้ยืมเงินแต่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว มิใช่เป็นการกู้ยืมแต่เป็นการรับเงินไปเป็นทุนหมุนเวียนในการทำการประมงของจำเลย กล่าวคือ โจทก์รับดำเนินการในภาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับเรือประมงที่จะออกทะเลโดยมุ่งที่จะซื้อสัตว์น้ำจากเรือของจำเลย สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่โจทก์ออกไปจะนำมาหักกับค่าซื้อขายสัตว์น้ำที่เรือแต่ละลำได้มาต่างกับการกู้ยืมเงินทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องใช้จ่ายเงินได้เฉพาะเรื่อง และถือเอาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเป็นสำคัญนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งเป็นนิติกรรมที่ไม่มีแบบกฎหมายมิได้บังคับให้มีหลักฐานเป็นหนังสือย่อมสมบูรณ์ด้วยการแสดงเจตนาและฟ้องร้องบังคับกันได้ โดยไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์หรือไม่เพียงใด เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย แต่ได้ความจากโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านว่า เอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 11กับแผ่นที่ 12 เป็นรายการเดียวกัน ดังนั้นหนี้ของจำเลยในส่วนนี้เป็นยอดเดียวกันคือ 12,500 บาท เท่านั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยังคงเป็นหนี้โจทก์ตามใบสั่งซื้อและใบส่งของเอกสารหมาย จ.1ถึง 6 ยกเว้นรายการที่รับฟังข้างต้นเป็นยอดเดียวกัน ซึ่งต้องนำมาหักออกจากจำนวนเงิน 800,504 บาท ตามฟ้อง ดังนั้นจึงเหลือเงินที่จำเลยต้องรับผิดจำนวน 788,004 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 788,004 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4805/2540 นาง สรินนา สุรเกียรติ โจทก์ นาย ประกอบ แซ่ตัน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สรินนา สุรเกียรติ · จำเลย - นาย ประกอบ แซ่ตัน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พิศาล พิริยะสถิต · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2036/2542ฎีกา 231/2482ฎีกา 170/2546ฎีกา 2721/2548ฎีกา 272/2490ฎีกา 199/2537ฎีกา 1578/2493ฎีกา 8732/2549ฎีกา 275/2487ฎีกา 978/2510ฎีกา 794/2509ฎีกา 1896/2492ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 2657/2534ฎีกา 1882/2518ฎีกา 306/2506ฎีกา 2356/2534ฎีกา 2080/2548ฎีกา 4007/2552ฎีกา 270/2496ฎีกา 1776/2541ฎีกา 8543/2544ฎีกา 7966/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา