⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5911/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบถึงที่มาหรือมูลเหตุแห่งการทำสัญญาขายฝาก เป็นการนำสืบว่าสัญญาขายฝากไม่สมบูรณ์ มิใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

ย่อคำพิพากษา

การที่โจทก์นำสืบว่า ห. พวกของจำเลยหลอกลวงสามีโจทก์บุตรโจทก์และบุคคลอื่น ๆ ว่าสามารถจัดส่งบุคคลดังกล่าวไปทำงาน ที่ประเทศญี่ปุ่นได้ โดยเรียกเก็บเงินค่านายหน้าจัดหางานโจทก์ไม่มีเงิน พวกของจำเลยจึงให้โจทก์นำที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่ จำเลยในราคาเท่ากับจำนวนค่านายหน้า โดยโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญา เมื่อ ห. ไม่สามารถส่งคนไปทำงานตามที่อวดอ้างไว้ได้โจทก์ได้บอกล้างสัญญาขายฝากแล้วโจทก์และสามีโจทก์ให้พวกของจำเลยไปนำโฉนดที่ดินคืนมา แต่มิได้ดำเนินการให้นอกจากเป็นการนำสืบถึงที่มาหรือมูลเหตุแห่งการทำสัญญาขายฝากแล้ว ยังเป็นการนำสืบว่าสัญญาขายฝากไม่สมบูรณ์ด้วยมิใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารจึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15361 เนื้อที่ 37 ไร่ 77 ตารางวา เมื่อวันที่28 กรกฎาคม 2535 จำเลยกับพวกทำกลฉ้อฉลหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยกับพวกสามารถส่งบุตรชายโจทก์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้โดยโจทก์จะต้องจ่ายเงินให้แก่จำเลยกับพวกเป็นค่านายหน้าและค่าใช้จ่ายหากไม่มีเงินก็ให้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแก่จำเลยโจทก์หลงเชื่อจึงตกลงให้บุตรชายโจทก์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นแต่โจทก์ไม่มีเงินจึงทำนิติกรรมขายฝากที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยเป็นเงิน 380,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี ครบกำหนดในวันที่28 กรกฎาคม 2536 โดยโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาแต่อย่างใดหลังจากทำสัญญาขายฝากแล้วจนบัดนี้จำเลยกับพวกก็ยังมิได้ส่งบุตรชายโจทก์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงเจตนาหลอกลวงโจทก์เพื่อให้ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินแก่จำเลยโดยโจทก์ไม่ได้รับเงินจากจำเลย โจทก์ได้บอกล้างนิติกรรมแล้วนิติกรรมการขายฝากจึงเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าสัญญาขายฝากที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยฉบับลงวันที่28 กรกฎาคม 2535 เป็นโมฆะและเพิกถอนสัญญาขายฝากที่ดินกับให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินและไปจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15361 ตำบลพันชนะ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมาให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย หากจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 380,000 บาท จำเลยให้การว่า โจทก์นำที่ดินมาขายฝากไว้แก่จำเลยจำนวน 380,000 บาท โดยสมัครใจและได้รับเงินจากจำเลยเต็มตามจำนวนแล้ว จำเลยไม่ได้หลอกลวงโจทก์ สัญญาขายฝากไม่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 15361 ตำบลพันชนะอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างโจทก์กับจำเลยให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหากไม่สามารถโอนที่ดินคืนโจทก์ได้ให้จำเลยใช้เงิน 380,000 บาทแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์จำเลยนำสืบไม่โต้เถียงกันว่า นายเหรียญหรือเหรียญชัยและนางคำปุ้ย บุญมี กับพวกหลอกลวงนายจิตต์ พาขุนทด สามีโจทก์และนายชำนาญ พาขุนทด บุตรชายโจทก์ให้ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะได้เงินเดือนเดือนละประมาณ 50,000 ถึง 60,000 บาท สามีโจทก์และบุตรชายโจทก์ตกลงไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นตามที่บุคคลดังกล่าวหลอกลวง โดยจะต้องเสียค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้าจัดหางานรวม 380,000 บาท แต่โจทก์ไม่มีเงินนายเหรียญและนางคำปุ้ยให้โจทก์นำที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่นายทุน ซึ่งต่อมานางน้อยเป็นผู้ติดต่อให้โจทก์นำที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่จำเลยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้รับเงินค่าขายฝากที่ดินพิพาทจากจำเลยเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาด่านขุนทด ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินโดยสัญญาดังกล่าวระบุไว้ว่า ผู้ขายฝากได้รับเงินจากผู้รับซื้อฝากจำนวน380,000 บาท เป็นการเสร็จแล้ว การที่โจทก์นำสืบว่าไม่ได้รับเงินจากจำเลย เป็นการสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสารต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)นั้น โจทก์นำสืบว่า นายเหรียญและนางคำปุ้ยพวกของจำเลยหลอกลวงสามีโจทก์ บุตรชายโจทก์และบุคคลอื่น ๆ อีกหลายคนว่าสามารถจัดส่งบุคคลดังกล่าวไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้โดยเรียกเก็บเงินค่าตอบแทนเป็นค่านายหน้าจัดหางานคนละ220,000 บาท แต่ของสามีโจทก์และบุตรชายโจทก์ 2 คน คิดรวม 380,000 บาท โจทก์ไม่มีเงิน พวกของจำเลยจึงให้โจทก์นำที่ดินพิพาทไปขายฝากแก่จำเลยในราคาเท่ากับจำนวนเงินที่จะต้องชำระค่านายหน้าจัดหางานแก่พวกของจำเลยโดยโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏต่อโจทก์ในภายหลังว่าความจริงนายเหรีญและนางคำปุ้ยไม่สามารถส่งคนไปทำงานตามที่อวดอ้างไว้ได้ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาขายฝากแล้วโจทก์และสามีโจทก์จึงให้พวกของจำเลยไปนำโฉนดที่ดินคืนมา แต่พวกของจำเลยมิได้ดำเนินการให้ เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวนอกจากเป็นการนำสืบถึงที่มาหรือมูลเหตุแห่งการทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทแก่จำเลยแล้ว ยังเป็นการนำสืบว่าสัญญาขายฝากไม่สมบูรณ์ด้วย มิใช่เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารที่กฎหมายบังคับว่าจะต้องมีมาแสดง จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2540 นาง ประจวบ พา ขุน ทด โจทก์ นางสาว อา รี ย์ วิจิตรเตมีย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ประจวบ พา ขุน ทด · จำเลย - นางสาว อา รี ย์ วิจิตรเตมีย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อร่าม หุตางกูร · สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · อำนวย เต้พันธ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 224/2530ฎีกา 1452/2511ฎีกา 220/2509ฎีกา 1561/2520ฎีกา 325/2524ฎีกา 1427/2493ฎีกา 1897/2538ฎีกา 7/2492ฎีกา 1750/2527ฎีกา 2533/2549ฎีกา 790/2497ฎีกา 6801/2540ฎีกา 794/2509ฎีกา 2671/2532ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1550/2493ฎีกา 3649/2525ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 6848/2540ฎีกา 389/2541ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา