⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2126/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การวินิจฉัยว่าลายมือชื่อในเอกสารเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่นั้น ศาลไม่จำเป็นต้องฟังตามข้อสันนิษฐานหรือข้อพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลักฐานเสมอไป

ย่อคำพิพากษา

แม้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจพิสูจน์จะเห็นว่าลายมือ มีคุณลักษณะและรูปลักษณะของการเขียนแตกต่างกัน น่าจะไม่ใช่ ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฎอยู่ในหนังสือ รับสภาพหนี้เป็นเอกสารที่ทำไว้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 ไม่ปรากฎว่าโจทก์มีเอกสารที่ได้ทำขึ้นในช่วง ระยะใกล้เคียงกับวันดังกล่าวซึ่งเป็นการเขียนแบบบรรจงส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายมือชื่อโจทก์ด้วยทั้งรูปแบบการเขียนลายมือชื่อโจทก์ที่ระยะเวลาใกล้เคียงกับเอกสารที่จะต้องตรวจพิสูจน์ก็ไม่มี ดังนั้น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงความเห็นตามหลักวิชาการเท่านั้น เนื่องจากลายมือชื่อโจทก์มีคุณสมบัติการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกับลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความซึ่งเป็นลายมือเขียนหวัดและเวลาเขียนต่างกันตามกาลเวลา ผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์จึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อโจทก์ และการวินิจฉัยลายมือชื่อในเอกสารว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ ไม่มี กฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังตามข้อสันนิษฐานหรือข้อพิสูจน์เป็นหลักฐานของผู้เชี่ยวชาญก่อนแต่อย่างใด ทั้งมิใช่ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้วศาลต้องฟังเสมอไป เมื่อโจทก์ยังมี ภาระหน้าที่นำสืบว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิด การที่โจทก์รับว่าเช็คทั้งสามฉบับอยู่ในความครอบครองของ จำเลยที่ 1 ตลอดมาย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นในลักษณะ ลายมือชื่อโจทก์มาก่อนที่มีการทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ จึงไม่มีเหตุผลประการใดที่จำเลยทั้งสองจะทำการปลอมลายมือชื่อ ของโจทก์เป็นแบบตัวบรรจงให้แตกต่างออกไปให้เห็นได้โดยประจักษ์พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.234 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหนังสือรับสภาพหนี้และปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในช่องลูกหนี้โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เอกสารดังกล่าวฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่ง โดยจำเลยที่ 1มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินคดีแทนเพื่อให้โจทก์ชำระหนี้ตามเอกสารดังกล่าว ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ศาลจังหวัดเชียงราย และประชาชน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 264, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่าพันตำรวจโทประจวบ ควรขจรผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายมือชื่อโจทก์กับลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือรับสภาพหนี้ ผลปรากฎตามรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้หรือไม่การนำสืบของโจทก์ข้อนี้โจทก์ขอส่งตัวอย่างลายมือชื่อโจทก์ในปัจจุบัน (ขณะส่งเอกสารไปตรวจพิสูจน์) ลายมือชื่อตามเช็ค3 ฉบับ ลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความลงวันที่ 21 มีนาคม2537 กับลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฎอยู่ในหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 และมีคำเบิกความของพันตำรวจโทประจวบเบิกความประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ว่าลายมือมีคุณลักษณะและรูปลักษณะของการเขียนแตกต่างกันน่าจะไม่ใช่ลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน เห็นว่า ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญผู้ตรวจพิสูจน์จะมีความเห็นไว้ดังกล่าวก็ตามเมื่อพิจารณาโดยตลอดแล้วการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์ที่ปรากฎอยู่ในหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย ปจ.1(ศาลอาญากรุงเทพใต้) เป็นเอกสารที่ทำไว้เมื่อวันที่ 18พฤศจิกายน 2536 ไม่ปรากฎว่าโจทก์มีเอกสารที่ได้ทำขึ้นในช่วงระยะใกล้เคียงกับวันที่ 18 พฤศจิกายน 2536 ซึ่งเป็นการเขียนแบบบรรจงส่งไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบลายมือชื่อโจทก์ด้วยทั้งรูปแบบการเขียนลายมือชื่อโจทก์ที่ระยะเวลาใกล้เคียงกับเอกสารที่จะต้องตรวจพิสูจน์ก็ไม่มี ดังนั้น ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงความเห็นตามหลักวิชาการเท่านั้นเนื่องจากลายมือชื่อโจทก์มีคุณสมบัติ การเขียน รูปลักษณะของตัวอักษรแตกต่างกับลายมือชื่อโจทก์ในใบแต่งทนายความซึ่งเป็นลายมือเขียนหวัดและเวลาเขียนต่างกันตามกาลเวลาผลการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อโจทก์จึงเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้นเมื่อจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและยืนยันว่าเป็นลายมือชื่อโจทก์การวินิจฉัยลายมือชื่อในเอกสารว่าเป็นลายมือชื่อปลอมหรือไม่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังตามข้อสันนิษฐานหรือข้อพิสูจน์เป็นหลักฐานของผู้เชี่ยวชาญก่อนแต่อย่างใดและมิใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นอย่างไรแล้วศาลฟังเสมอไป ในเมื่อโจทก์ยังมีภาระหน้าที่นำสืบว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดซึ่งต่างกับคดีส่วนแพ่งที่ผูกพันคู่ความที่สละประเด็นต่าง ๆโดยให้ถือคำท้าเป็นข้อแพ้ชนะในคดีโดยเฉพาะเช็คเอกสารหมาย ปจ.2(ศาลอาญากรุงเทพใต้) ทั้งสามฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายในปี 2527ซึ่งโจทก์รับว่าเช็คทั้งสามฉบับอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 ตลอดมา ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นในลักษณะลายมือชื่อโจทก์มาก่อนที่มีการทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) จึงไม่มีเหตุประการใดที่จำเลยทั้งสองจะทำการปลอมลายมือชื่อของโจทก์เป็นแบบตัวบรรจงให้แตกต่างออกไปให้เห็นได้โดยประจักษ์ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยทั้งสองได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2126/2541 นาง สม พร บุญ สุข โจทก์ นาย ประกิต ป ราน มนตรี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สม พร บุญ สุข · จำเลย - นาย ประกิต ป ราน มนตรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วินัส เรืองอำพัน · กู้เกียรติ สุนทรบุระ · วิรัตน์ ลัทธิวงศกร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2229/2566ฎีกา 484/2503ฎีกา 3935/2550ฎีกา 5406/2530ฎีกา 934/2519ฎีกา 1786/2554ฎีกา 2907/2526ฎีกา 468/2566ฎีกา 3020/2533ฎีกา 668/2502ฎีกา 639/2535ฎีกา 1654/2520ฎีกา 5356/2533ฎีกา 1113/2510ฎีกา 3991/2549ฎีกา 679/2509ฎีกา 3535/2528ฎีกา 3962/2546ฎีกา 1059/2505ฎีกา 4547/2530ฎีกา 1112/2507ฎีกา 3112/2539ฎีกา 6509/2549ฎีกา 5129/2533
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ