⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 322/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อสัญญาที่กำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงได้ แม้ลูกหนี้จะยังไม่ผิดนัดชำระหนี้ ถือเป็นดอกเบี้ย ไม่ใช่เบี้ยปรับ

ย่อคำพิพากษา

เบี้ยปรับคือสัญญาซึ่งลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร แต่สัญญากู้เงินหรือสัญญาจำนองกำหนดให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แม้จำเลยทั้งสอง ผู้เป็นลูกหนี้จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 15 ต่อปีโดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้นจึงไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์ 2,000,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หลายครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2538 แล้วไม่ชำระอีกเลย โดยยังค้างชำระต้นเงิน 2,000,000 บาท และดอกเบี้ย219,397.22 บาท ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 39,561.64 บาทรวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 2,258,958.86 บาท โจทก์บอกเลิกสัญญา ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,258,958.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบขอให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16662, 16675 และ 16676พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของ จำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,229,589 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่13 ตุลาคม 2538) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ได้ชำระเสร็จแก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 16662, 16675และ 16676 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย (บางบัวทอง) จังหวัดนนทบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากขาดจำนวนอยู่เท่าใดให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์โดยกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราสูงสุด ร้อยละ 19 ต่อปี นั้นเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 มีใจความว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้เงินเป็นรายเดือนแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และถ้าต่อไปผู้ให้กู้จะขึ้นหรือปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามความเหมาะสมโดยไม่เกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตให้คิดได้ ผู้กู้ตกลงให้ผู้ให้กู้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบ ฯลฯ และตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 มีใจความว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินแปลงที่กล่าวข้างบนนี้ทั้งแปลงแก่ผู้รับจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้สินของจำเลยที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 2,000,000 บาทโดยให้ดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ศาลฎีกาเห็นว่า เบี้ยปรับคือสัญญาซึ่งลูกหนี้ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรแต่สัญญากู้เงินหรือสัญญาจำนองกำหนดให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้แม้จำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกหนี้จะมิได้ผิดนัดชำระหนี้ดังนั้นข้อสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ การที่ศาลชั้นต้นลดอัตราดอกเบี้ยจากอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ลงเหลืออัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยอ้างว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน2,258,958.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้โจทก์เรียกได้ในต้นเงิน2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2541 ธนาคาร แหลม ทอง จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาง ผุ สสดี สายอุบล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร แหลม ทอง จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาง ผุ สสดี สายอุบล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ คำอ่อน · ชวลิต ศรีสง่า · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2088/2544ฎีกา 6236/2551ฎีกา 1364/2503ฎีกา 2906/2548ฎีกา 2571/2529ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 4553/2544ฎีกา 96/2534ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5470/2537ฎีกา 3414/2541ฎีกา 2536/2529ฎีกา 1008/2548ฎีกา 2385/2523ฎีกา 6473/2541ฎีกา 5996/2530ฎีกา 894/2540ฎีกา 9072/2547ฎีกา 3295/2533ฎีกา 5884/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ