⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 6826/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6826/2541

ป.วิ.อาญา ม.47

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขออนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นอุทธรณ์ได้ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว จะไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องขออนุญาตให้อุทธรณ์อีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ได้ยื่นคำร้องพร้อมกับฟ้องอุทธรณ์เจาะจงขอให้ ฐ. ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งพิจารณาคดีนี้ให้รับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ฐ. ได้สั่งในวันเดียวกันนั้นว่าไม่มีเหตุอันควรรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับรองอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง ยกคำร้องและศาลชั้นต้นสั่งในฟ้องอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์ในคดีอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิจึงไม่รับอุทธรณ์โจทก์ในคดีอาญา คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว ดังนี้ คำฟ้องอุทธรณ์ส่วนอาญาของโจทก์จึงเป็นอันตกไป การที่ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษารับรองอุทธรณ์ของโจทก์เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งว่า พ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องนี้จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว โดยไม่จำต้องสั่งว่าจะรับรองให้หรือไม่อีก เพราะการขออนุญาตให้อุทธรณ์ต้องกระทำในระยะเวลาที่โจทก์ยังยื่นอุทธรณ์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.47 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 362, 365, 83, 90, 91และพิพากษาว่าที่ดินตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องบริเวณสีแดงเนื้อที่ดินประมาณ 3 ไร่ 3 งาน และบริเวณสีเขียวเนื้อที่ดินประมาณ 2 ไร่ เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 45,725 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งรับคำฟ้องในคดีส่วนแพ่งสำหรับส่วนอาญาให้ประทับฟ้องเฉพาะความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ส่วนข้อหาบุกรุก ให้ยกฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอให้นายฐานิต ศิริจันทร์สว่างซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539นายฐานิตมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุอันควรรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ยกคำร้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ว่าอุทธรณ์โจทก์ในส่วนอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่รับอุทธรณ์โจทก์ส่วนอาญา ให้รับอุทธรณ์โจทก์ในส่วนแพ่ง ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2539ซึ่งพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง นายธนาพนธ์ ชวรุ่ง ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอีกคนหนึ่งมีคำสั่งว่าพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องนี้ ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาข้อเดียวว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2539 ขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นรับรองอุทธรณ์ของโจทก์ เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้วผู้พิพากษาสั่งว่าพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์แล้วจึงไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องนี้ ไม่ชอบ ไม่ถูกต้องควรจะสั่งว่าจะรับรองอุทธรณ์ให้หรือไม่รับรอง ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของโจทก์อีกครั้งหนึ่ง เห็นว่า โจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่4 ตุลาคม 2539 พร้อมกับฟ้องอุทธรณ์เจาะจงขอให้นายฐานิตศิริจันทร์สว่าง ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งพิจารณาคดีนี้ให้รับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง นายฐานิตได้สั่งในวันเดียวกันนั้นว่าไม่มีเหตุอันควรรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่รับรองอุทธรณ์โจทก์ในปัญหาข้อเท็จจริง ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ และสั่งในฟ้องอุทธรณ์ว่าอุทธรณ์ของโจทก์ในคดีอาญาเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ จึงไม่รับอุทธรณ์ โจทก์ในคดีอาญา คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นไปตามขั้นตอนและคำฟ้องอุทธรณ์ส่วนอาญาของโจทก์จึงเป็นอันตกไปแล้ว เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 9 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นเวลาที่พ้นกำหนดอุทธรณ์แล้วขอให้ผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษารับรองอุทธรณ์ของโจทก์อีก และศาลชั้นต้นสั่งว่าพ้นระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะสั่งคำร้องนี้ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบอีกเช่นกัน เพราะการขออนุญาตให้อุทธรณ์ต้องกระทำในระยะเวลาที่โจทก์ยังยื่นอุทธรณ์ได้ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6826/2541 นาย บัง เอียน โลหะคุปต์ โจทก์ นาย วิเชียร ทรัพย์ เจริญ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย บัง เอียน โลหะคุปต์ · จำเลย - นาย วิเชียร ทรัพย์ เจริญ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 915/2566ฎีกา 4273-4274/2534ฎีกา 3303/2531ฎีกา 11216/2555ฎีกา 2532/2523ฎีกา 2412/2562ฎีกา 1546/2511ฎีกา 1207/2540ฎีกา 3278/2563ฎีกา 2394/2527ฎีกา 438-439/2512ฎีกา 1104-1105/2501ฎีกา 5059/2533ฎีกา 4275/2555ฎีกา 1570/2500ฎีกา 3098/2543ฎีกา 2885/2517ฎีกา 4399/2560ฎีกา 5391/2551ฎีกา 13674/2556ฎีกา 147/2497ฎีกา 884/2509ฎีกา 772/2520ฎีกา 827/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา