⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1041/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ครอบครองสถานที่ซึ่งเป็นที่ซุกซ่อนสิ่งของผิดกฎหมาย ย่อมต้องรับผิดฐานแจ้งความเท็จ แม้การแจ้งนั้นจะไม่ได้ระบุถึงตนโดยตรงก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของสถานที่ที่จำเลยแจ้ง โจทก์ที่ 2เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ที่ 1แม้จำเลยจะแจ้งถึงสถานที่ไม่ได้ระบุถึงโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แต่สถานที่ไม่มีสถานะเป็นบุคคลแม้จะมีบุคคลอื่นอยู่ในสถานที่ นั้นอีกหลายคน แต่หากมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่จริงโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองสถานที่จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 และไม่ถือว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงในฟ้อง จำเลยประกอบอาชีพเป็นทนายความเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย กระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายเสียเองแล้วไม่สำนึกผิด กลับต่อสู้คดีวกวนกล่าวโทษผู้อื่น จึงไม่สมควรกำหนดโทษ ให้เบาลงอีก แต่จำเลยกระทำไปก็โดยมุ่งหมายให้สำเร็จประโยชน์ ในงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษ จำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นที่พอใจแล้วและไม่ติดใจ เอาความกับจำเลย สมควรรอการลงโทษจำคุก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.173

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำข้อความอันเป็นเท็จไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ในฐานะส่วนตัวค้าของผิดกฎหมายและมีของผิดกฎหมายไว้ในครอบครอง แล้วจำเลยนำเจ้าพนักงานตำรวจ 3 นายพร้อมหมายค้น ไปตรวจค้นที่บริษัทโจทก์ที่ 1 เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมโจทก์ที่ 2 เมื่อตรวจค้นแล้วไม่ปรากฏว่ามีสิ่งของใดผิดกฎหมาย ซึ่งจำเลยรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นข้อความอันเป็นเท็จ แต่ยังนำไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแกล้งโจทก์ทั้งสองให้ได้รับโทษทางอาญา ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 173, 174 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 174 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 172, 173การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 174 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 173 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173 ประกอบด้วยมาตรา 174 วรรคสองนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของสถานที่ที่จำเลยแจ้ง โจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์ที่ 1 แม้จำเลยจะแจ้งถึงสถานที่ไม่ได้ระบุถึงโจทก์ทั้งสองแต่สถานที่ไม่มีฐานะเป็นบุคคล แม้จะมีบุคคลอื่นอยู่ในสถานที่นั้นอีกหลายคน แต่หากมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่จริง โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ครอบครองสถานที่จะต้องรับผิดชอบ โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายและไม่ถือว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง ร้อยตำรวจโททรงยศมีตำแหน่งเป็นรองสารวัตรป้องกันและปราบปราม เป็นเจ้าพนักงานจึงมีอำนาจสืบสวนคดีอาญาการแจ้งความของจำเลยต่อร้อยตำรวจโททรงยศจึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 173ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยรู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นได้แจ้งข้อความแก่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิดจริงหรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลเชื่อมโยงประกอบกันมั่นคง ฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามฟ้อง ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่ว่า มีเหตุอันควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่าจำเลยประกอบอาชีพเป็นทนายความเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายเสียเองแล้วไม่สำนึกผิดกลับต่อสู้คดีวกวนกล่าวโทษผู้อื่น จึงไม่สมควรกำหนดโทษให้เบาลงอีกแต่อย่างไรก็ดีเมื่อคำนึงถึงว่า จำเลยกระทำไปก็โดยมุ่งหมายให้สำเร็จประโยชน์ในงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองจนเป็นที่พอใจแล้ว โจทก์ทั้งสองไม่ติดใจเอาความกับจำเลย จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งหนึ่งโดยการรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยแต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำจึงให้ลงโทษปรับด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 5,000 บาทอีกสถานหนึ่ง ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2542 บริษัท นิวไลน์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ นาย มนตรี ไพทยะทัตย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท นิวไลน์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด · จำเลย - นาย มนตรี ไพทยะทัตย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ผล อนุวัตรนิติการ · สมลักษณ์ จัดกระบวนพล · สายันต์ สุรสมภพ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1955/2546ฎีกา 1093/2568ฎีกา 1680/2520ฎีกา 6299/2534ฎีกา 1610/2539ฎีกา 5660/2533ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2480/2538ฎีกา 7083/2538ฎีกา 1891/2500ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 8080/2538ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 5598/2540ฎีกา 20/2491ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 618/2568
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ