คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจพิพากษาคดีได้ แม้โจทก์ร่วมจะไม่ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวในอุทธรณ์ก็ตาม
โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ หากไม่พอใจในคำพิพากษา โดยไม่จำกัดเฉพาะพนักงานอัยการ
ย่อคำพิพากษา
รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติที่จำเลยมิได้คัดค้านว่ารายงานนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร แม้โจทก์ร่วมเป็นฝ่ายอุทธรณ์ขอให้ลงโทษหนักขึ้นโดยไม่ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกรายงานดังกล่าวซึ่งเข้าสู่สำนวนอย่างถูกต้องแล้วมาประกอบการใช้ดุลพินิจพิพากษาคดีลงโทษจำเลยได้
โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายและได้เข้าเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ.มาตรา 278 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน10 ปี เมื่อมิใช่เป็นคดีที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 193 ทวิ ดังนี้ หากโจทก์ร่วมยังไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้ ไม่มีบทกฎหมายให้สิทธิอุทธรณ์เฉพาะพนักงานอัยการโจทก์แต่อย่างใด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 278
จำเลยให้การรับสารภาพ
ระหว่างพิจารณา นางสาวศิริวรรณ วุฒิศักดิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลย ให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้งภายในกำหนดเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ประมวลกฎหมายอาญา 29, 30
โจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุก ไม่ปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการพิพากษาคดีเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าจำเลยมิได้คัดค้านว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร ดังนั้น แม้โจทก์ร่วมไม่ได้กล่าวถึงรายงานดังกล่าวในอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจหยิบยกรายงานดังกล่าวซึ่งเข้าสู่สำนวนอย่างถูกต้องแล้วมาประกอบการใช้ดุลพินิจพิพากษาคดีลงโทษจำเลยได้
มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อพนักงานอัยการไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายและได้เข้าเป็นคู่ความในคดีนี้แล้ว คดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี เมื่อโจทก์ร่วมยังไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้ ไม่มีบทกฎหมายให้สิทธิเฉพาะพนักงานอัยการโจทก์ตามที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2381/2542
พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์
นางสาวศิริวรรณ วุฒิศักดิ์ โจทก์ร่วม
ยไพรัช แก้วเรือง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี · โจทก์ร่วม - นางสาวศิริวรรณ วุฒิศักดิ์ · จำเลย - ยไพรัช แก้วเรือง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุทิน ปัทมราชวิเชียร · อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · ศิริชัย สวัสดิ์มงคล |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดกาญจนบุรี - นายขวัญชาย บุรพเจตนา · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายมานัส เหลืองประเสริฐ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา