⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3311/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ที่ให้สิทธิผู้ให้กู้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารฯ หรือตามหนังสือสัญญาจำนอง ถือเป็นการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามปกติ ไม่ใช่เบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือสัญญากู้เงิน ระบุว่าผู้กู้หรือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ย ให้แก่ผู้ให้กู้หรือโจทก์เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญา ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ หรือตามหนังสือสัญญาจำนองก็ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นเดียวกัน ดังนั้น นับแต่วันแรกที่จำเลยรับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ โจทก์ก็สามารถคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากจำเลยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ จำเลยผิดนัดภายใต้การควบคุมหรือตามประกาศกระทรวงการคลัง จึงไม่ต้องด้วยข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของเบี้ยปรับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่กำหนด ให้ลูกหนี้หรือจำเลยใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตน ไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำแก่จำเลยในระยะเริ่มแรก แล้วค่อย ๆ ปรับให้สูงขึ้นถือเป็นการให้ความอนุเคราะห์แก่ ลูกค้า ซึ่งไม่อาจแปลข้อกำหนดในเรื่องอัตราดอกเบี้ยธรรมดา ทั่ว ๆ ไปให้กลายเป็นเบี้ยปรับอันอาจก่อให้เกิดเป็นโทษ แก่โจทก์ได้ จึงไม่ควรที่จะลดดอกเบี้ยของโจทก์ลงเหลืออัตรา ร้อยละ 17 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.7 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.379

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 436,679.97 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 386,821.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองหรือทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน436,679.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีของต้นเงิน 386,821.77 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าไม่ยอมชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3562 ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยตอนแรกจากจำเลยในอัตราร้อยละ 12.25 ต่อปีแต่ครั้นจำเลยผิดนัดชำระหนี้โจทก์จึงค่อย ๆ ปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเรื่อยจนถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดตามประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้โจทก์อาจคิดจากจำเลยผู้กู้ยืมได้นั้น เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ พิเคราะห์แล้วตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 1 ย่อหน้าที่สองระบุไว้ความว่า ผู้กู้หรือจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้หรือโจทก์เป็นรายเดือนสำหรับเงินกู้ตามสัญญานี้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้น และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศธนาคารฯ หรือตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 ก็ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เช่นเดียวกัน ฉะนั้น นับแต่วันแรกที่จำเลยรับเงินกู้ยืมไปจากโจทก์ โจทก์ก็สามารถคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากจำเลยได้ทันทีโดยมิพักต้องรอให้จำเลยผิดนัดภายใต้การควบคุมหรือตามประกาศกระทรวงการคลัง รูปเรื่องจึงไม่ต้องด้วยข้อกำหนดหรือเงื่อนไขของเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ที่กำหนดให้ลูกหนี้หรือจำเลยใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควร อนึ่ง การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำแก่จำเลยในระยะเริ่มแรกแล้วค่อย ๆ ปรับให้สูงขึ้นเมื่อเห็นจำเลยไม่มีความจริงใจในการชำระหนี้ โดยไม่คิดอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ทันทีตามที่โจทก์อาจคิดได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ดีในอันที่โจทก์จะพึงให้ความอนุเคราะห์แก่ลูกค้าหรือจำเลยในเรื่องที่อยู่อาศัย จึงไม่น่าที่จะแปลเจตนาดีของโจทก์จากข้อกำหนดในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามธรรมดาทั่ว ๆ ไปให้กลายเป็นเบี้ยปรับอันอาจก่อให้เกิดเป็นโทษแก่โจทก์ได้กรณีนับเป็นสิ่งไม่ควรที่จะลดดอกเบี้ยของโจทก์ลงเหลืออัตราร้อยละ 17 ต่อปี ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 436,679.97 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี แต่มิให้เกินอัตราสูงสุดตามที่กระทรวงการคลังกำหนดของต้นเงิน 386,821.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3311/2542 ธนาคาร อาคาร สงเคราะห์ โจทก์ นาย ประดิษฐ์ แก้ว เตือน จิต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร อาคาร สงเคราะห์ · จำเลย - นาย ประดิษฐ์ แก้ว เตือน จิต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ระพิณ บุญสิทธิ์ · อำนวย เต้พันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2088/2544ฎีกา 6236/2551ฎีกา 1364/2503ฎีกา 2906/2548ฎีกา 1042/2531ฎีกา 2571/2529ฎีกา 1345/2532ฎีกา 458/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 1157/2500ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 4553/2544ฎีกา 96/2534ฎีกา 8688/2551ฎีกา 5470/2537ฎีกา 170/2546ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3874/2560ฎีกา 2536/2529ฎีกา 1008/2548ฎีกา 5590/2548ฎีกา 2385/2523ฎีกา 6473/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ