⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6554/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6554/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีอำนาจสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติม หากพยานหลักฐานนั้นไม่สำคัญและไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี หรือมีลักษณะเป็นการประวิงคดี

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยแถลงยืนยันต่อศาลชั้นต้นว่า ยังติดใจสืบพยานอีกเพียงปากเดียวก็เป็นอันหมดพยานจำเลย และขอส่งประเด็นไปสืบพยานปากนี้ที่ศาลจังหวัดเลย โดยไม่ขอเลื่อนคดีไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ศาลจึงอนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานดังกล่าว การที่ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยยืนยันยอดหนี้ที่ค้างชำระกับโจทก์ตามเอกสารที่ส่งมาให้จำเลยนั้น ไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้ เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอม คดีจึงไม่มีประเด็นว่ายอดหนี้ตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องถูกต้องหรือไม่ พยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าวที่มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ชักช้า และไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมและไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานจำเลยเข้าสืบต่อไป จึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.88 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 20,969,134.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,662,323 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,969,134.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 18,662,923.23 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 เมษายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1980 ตำบลเสม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 278 ตำบลทุ่ง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1143 ตำบลตะกรบ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1430, 1431, 1434 ตำบลสามร้อยยอด อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 25,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และให้งดสืบพยานจำเลยนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ในรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 จำเลยแถลงว่า "แต่ยังติดใจสืบพยานปากพันตำรวจโทศักดิ์รพีอีกเพียงปากเดียวเท่านั้น และขอส่งประเด็นไปสืบพยานปากนี้ที่ศาลจังหวัดเลย? โดยมิให้เลื่อนคดีไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น หากคู่ความขอเลื่อนคดีให้รีบส่งประเด็นคืนศาลเดิม?" ซึ่งแสดงว่าจำเลยยังติดใจสืบพยานจำเลยเพียงปากเดียวคือ พันตำรวจโทศักดิ์รพีเท่านั้น ก็เป็นอันหมดพยานจำเลย ศาลจึงอนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานปากพันตำรวจโทศักดิ์รพี ซึ่งถ้าจำเลยไม่แถลงยืนยันเช่นนั้นแล้ว ศาลคงไม่อนุญาตให้ส่งประเด็นไปสืบพยานปากพันตำรวจโทศักดิ์รพี เพราะคดีมีการส่งประเด็นไปสืบพยานจำเลยที่ศาลอื่นซึ่งทำให้คดีล่าช้ามากอยู่แล้ว ดังนั้น ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ที่จำเลยยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยยืนยันยอดหนี้ที่ค้างชำระกับโจทก์ตามเอกสารที่ส่งมาให้จำเลยนั้น จึงไม่ถือว่าเป็นพยานหลักฐานสำคัญอันเกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีที่จำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้เลย เพราะเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นสัญญาปลอมแล้วก็ไม่มีประเด็นที่ว่ายอดหนี้ตามสัญญากู้ที่โจทก์ฟ้องถูกต้องหรือไม่ ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวของจำเลยจึงเป็นพยานหลักฐานที่มีลักษณะเป็นการประวิงคดีให้ชักช้าเท่านั้น และไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 และไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานจำเลยเข้าสืบต่อไป จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาศาลละ 1,500 บาท แก่โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6554/2542 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน) โจทก์ นางนงค์นุช เมืองแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอ็มซีซี จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นางนงค์นุช เมืองแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ · พินิจ เพชรรุ่ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมจิตร อินทรวิมลเมธา · ศาลอุทธรณ์ - นายชัยยันต์ ศุขโชติ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3467/2525ฎีกา 1345/2532ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2307/2518ฎีกา 79/2501ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1195/2535ฎีกา 698/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1416-1418/2508ฎีกา 1969/2515ฎีกา 421/2532ฎีกา 4549/2540ฎีกา 2752/2537ฎีกา 280/2505ฎีกา 7937/2538ฎีกา 1603/2551ฎีกา 5647/2537ฎีกา 8337/2540ฎีกา 6620/2550
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา