⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6636-6637/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6636-6637/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม ทำให้สิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น และไม่มีสิทธิเรียกร้องตามมูลหนี้เดิมอีกต่อไป.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ใช้เงินตามเช็ค โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายที่ได้สละนั้นระงับสิ้นไป ทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยจะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวโจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รับผิดในมูลหนี้ตามเช็คได้อีก ดังนั้น หนี้ตามเช็คจึงเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 ในสัญญาประนีประนอมยอมความระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า การยอมความในคดีแพ่งไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญา ข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 แต่ข้อตกลงนั้นสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงอื่น ๆ ได้หาทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งตกเป็นโมฆะทั้งหมดไม่(คำสั่งศาลฎีกา)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.7

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาด้วยกัน โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องทั้งสองสำนวนว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91 และนับโทษจำเลยทั้งสองติดต่อกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวม 10 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด1 ปี 3 เดือน หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยที่ 1 ในกระทงที่ 1, 3, 6, 7, 8 และ 9 กระทงละ 2,000 บาท รวมโทษ 10 กระทง เป็นปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน92,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 ในกระทงที่ 1, 3, 6, 7, 8 และ 9 กระทงละ1 เดือน รวมโทษ 10 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 46,000 บาทและจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาทั้งสองสำนวนโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทและมูลคดีตามเช็คพิพาทคดีนี้โจทก์ได้นำไปฟ้องจำเลยที่ 1 ให้ชดใช้เงินตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2279/2537 และหมายเลขดำที่ 2675/2538 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลจังหวัดสมุทรปราการได้พิพากษาตามยอมแล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2539 และวันที่ 17 กรกฎาคม 2539 ปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายมีว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการเรียกให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินตามเช็คพิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลได้พิพากษาคดีตามยอมแล้ว ผลของการประนีประนอมยอมความดังกล่าวย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้สละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 โจทก์คงมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่ตนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้อีก ดังนั้น หนี้ที่จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อใช้เงินนั้นจึงเป็นอันระงับสิ้นผลผูกพันไปก่อนที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีจึงเป็นอันเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีมาฟ้องย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 แม้ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวข้อ 6 และข้อ 5 ระบุเป็นข้อยกเว้นไว้ว่าการยอมความในคดีแพ่งไม่ถือว่าเป็นการยอมความในคดีอาญาก็ตามข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่ขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวมาแล้วโดยชัดแจ้งจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และข้อตกลงดังกล่าวสามารถแยกออกต่างหากจากข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ได้ จึงหาทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมด" เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนเสียจากสารบบความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6636 - 6637/2542 นาง ประนอมศรี หาญยุทธ โจทก์ บริษัท ต้นก่อหลวง จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ประนอมศรี หาญยุทธ · จำเลย - บริษัท ต้นก่อหลวง จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5465-5466/2555ฎีกา 1656/2512ฎีกา 7200/2540ฎีกา 19406/2555ฎีกา 933/2560ฎีกา 8080/2538ฎีกา 961/2566ฎีกา 1124/2496ฎีกา 8732/2549ฎีกา 4332/2536ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 801/2503ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 953/2505ฎีกา 2257/2543ฎีกา 8739/2551ฎีกา 2379/2565ฎีกา 5162/2553ฎีกา 7631/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ