⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3481/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3481/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบเพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงของหนังสือสัญญาว่าเหตุใดจึงมีการลงลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารนั้น ไม่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

ย่อคำพิพากษา

หนังสือสัญญาขายที่ดินมีการกรอกข้อความและมีลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยในช่องลงลายมือชื่อผู้ขาย แต่ไม่มีผู้ใดลงลายมือชื่อผู้ซื้อ การที่จำเลยนำสืบว่า ว.และส. เคยมาขอซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่งของจำเลย จำเลยได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารซื้อขายจำนวน 2 ฉบับที่ดินที่ขายไม่ใช่ที่ดินพิพาท จำเลยมีสิทธินำสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบเพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงของหนังสือสัญญาขายที่ดินว่าจำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวเพราะเหตุใด ไม่ใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.94

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นายเสรี สุชาตะประคัลภ์ ซื้อที่ดินมือเปล่าเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ จากจำเลยซึ่งได้สละการครอบครองมานับตั้งแต่วันทำสัญญา นายเสรีได้ครอบครองจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นโจทก์ได้ครอบครองต่อมาโดยตลอด แต่เมื่อปี 2537 โจทก์จะเข้าทำประโยชน์จึงแจ้งให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าเสียหายนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ไม่เคยขายที่ดินพิพาท และไม่เคยสละการครอบครองให้นายเสรี ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยถึงแก่กรรมนางจันเพ็ญ วรรณสิม ทายาทของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์มีว่า การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยไม่ได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเสรี ถือว่าเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน บันทึกถ้อยคำ และเรื่องราวขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหรือไม่ และตามหนังสือสัญญาขายที่ดิน ซึ่งจำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือย่อมฟ้องร้องบังคับคดีได้ ทั้งถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่นายเสรีแล้วหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยโดยไม่ย้อนสำนวน เมื่อคดีนี้เป็นคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์สำหรับที่ดิน เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ ตั้งอยู่บ้านท่างอย ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานี หนังสือสัญญาขายที่ดินไม่ได้ลงชื่อนายเสรีผู้ซื้อที่ดินจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขายที่ดินพิพาทให้นายเสรี และข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทให้นายเสรี และจำเลยไม่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนนายเสรีหรือแทนโจทก์ ปัญหาว่าการนำสืบพยานบุคคลประกอบหนังสือสัญญาขายที่ดินของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาวามแพ่ง มาตรา 94 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสัญญาขายที่ดินมีการกรอกข้อความและมีลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยในช่องลงลายมือชื่อผู้ขาย แต่ไม่มีผู้ใดลงลายมือชื่อผู้ซื้อ การที่จำเลยนำสืบว่านายวินัย ไม่ทราบนามสกุล และนายสุดตา ดำริห์ เคยมาขอซื้อที่ดินที่หนองขี้เห็น เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จำเลยได้พิมพ์ลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารการซื้อขายจำนวน 2 ฉบับ ที่ดินที่ขายดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินพิพาทจำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบเพื่อแสดงถึงความเป็นมาอันแท้จริงของหนังสือสัญญาขายที่ดินว่าจำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวเพราะเหตุใดไม่ใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติม ตัดทอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94(ข) ส่วนปัญหาที่ว่า การที่จำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ถือว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้นายเสรีแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ขายที่ดินพิพาทให้แก่นายเสรี อีกทั้งนายเสรีและโจทก์ไม่เคยเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท การที่จำเลยลงลายพิมพ์นิ้วมือในหนังสือสัญญาขายที่ดินแต่เพียงอย่างเดียว โดยโจทก์ไม่มีพฤติการณ์อื่นใดที่ยืนยันว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาท จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยสละเจตนาครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้นายเสรีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3481/2543 นายมานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ โจทก์ นางดี จำปีหรือคำภาเต็ม โดย นางจันเพ็ญ วรรณสิม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเสรี สุชาตะประคัลภ์ · จำเลย - นางดี จำปีหรือคำภาเต็ม โดย นางจันเพ็ญ วรรณสิม ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีดี รุ่งวิสัย · กนก พรรณรักษา · สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 224/2530ฎีกา 1452/2511ฎีกา 220/2509ฎีกา 1561/2520ฎีกา 325/2524ฎีกา 1427/2493ฎีกา 1897/2538ฎีกา 7/2492ฎีกา 1750/2527ฎีกา 2533/2549ฎีกา 790/2497ฎีกา 6801/2540ฎีกา 794/2509ฎีกา 2671/2532ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1550/2493ฎีกา 3649/2525ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 306/2506ฎีกา 6848/2540ฎีกา 389/2541ฎีกา 1002/2509ฎีกา 2170/2517
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ