⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1766-1771/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766-1771/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลแรงงานสั่งงดสืบพยานและวินิจฉัยข้อพิพาทโดยอาศัยพยานหลักฐานที่มีอยู่ ถือเป็นการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจดังกล่าวถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย การที่นายจ้างหยุดกิจการและไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป โดยที่ลูกจ้างไม่ได้ยินยอมให้โอนย้ายไปทำงานกับบุคคลภายนอก ถือเป็นการเลิกจ้างที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้าง

ย่อคำพิพากษา

ศาลแรงงานพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลย อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้ จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัดเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง การเลิกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง มีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด นายจ้างหยุดกิจการเป็นเหตุให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้าง แม้นายจ้างจะโอนย้ายลูกจ้างให้ไปทำงานกับบุคคลภายนอกก็ต้องให้ลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าลูกจ้างยินยอมพร้อมใจด้วยจึงต้องถือว่านายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างหยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณีเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 เมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า นายจ้างจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 ด้วย โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทนายจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.577 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.582 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1250 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.17 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.118 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งหกสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โจทก์ทั้งหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งหกตามจำนวนในฟ้องของโจทก์แต่ละคน จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยรับว่าได้มีการประกาศหยุดกิจการบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2543 และแจ้งให้พนักงานทุกคนโอนย้ายเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 โดยให้รายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล หากไม่มารายงานตัวภายในกำหนด ถือว่าพนักงานลาออกจากการเป็นพนักงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ทั้งหกแถลงว่า หลังจากที่บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ปิดกิจการโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไปทำงานต่อกับบริษัทชลนาดร (1999) จำกัด ไม่ทราบประกาศที่ให้โอนย้ายพนักงานทุกคนเข้าสังกัดบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด มาก่อน เพิ่งทราบภายหลังและไม่ประสงค์จะเข้าทำงานและโจทก์ทั้งหกไม่ได้มาทำงานหลังจากบริษัทปิดกิจการ ศาลแรงงานกลาง พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ตามลำดับ จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลแรงงานกลางได้พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ซึ่งได้บรรยายถึงวันเข้าทำงาน อัตราค่าจ้างสุดท้าย และกำหนดวันจ่ายค่าจ้าง คำให้การจำเลยซึ่งมิได้ให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์ทั้งหก อีกทั้งคำแถลงรับของคู่ความแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงสั่งงดสืบพยานและใช้ดุลพินิจรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ดังนี้ ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่แน่ชัด เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกหรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง บัญญัติว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้หมายความว่าการกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด ?" ซึ่งมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปอันมีผลตลอดไปเป็นการถาวร ประการที่สอง นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และประการที่สาม สาเหตุเนื่องมาจากสัญญาจ้างสิ้นสุดหรือเหตุอื่นใด คดีนี้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งหกหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2543 เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งหกไม่ได้ทำงาน แม้บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จะโอนย้ายโจทก์ทั้งหกให้ไปทำงานกับบริษัทบิสซิเนสแวลู จำกัด ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ก็ต้องให้โจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 577 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งหกยินยอมพร้อมใจด้วยโดยการไปรายงานตัวต่อฝ่ายบุคคล จึงต้องถือว่าบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ไม่ให้โจทก์ทั้งหกทำงานอันมีผลตลอดไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ทั้งหกเนื่องจากบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด หยุดกิจการอันเป็นเหตุอื่นใด จึงเป็นกรณี บริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหก จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 และเมื่อบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด เลิกจ้างโจทก์ทั้งหกดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ได้บอกกล่าวให้โจทก์ทั้งหกทราบล่วงหน้าจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 582 โจทก์ทั้งหกฟ้องให้จำเลยรับผิดในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ผู้เป็นนายจ้าง จำเลยซึ่งมีหน้าที่จัดการใช้หนี้เงินของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 จึงต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งหกในนามของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยจำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ชำระบัญชีของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด โดยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1766 - 1771/2544 นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวก โจทก์ นายศุภเสกข์ ลีลางกูร ในฐานะผู้ชำระบัญชี ของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพันศักดิ์ ไมถึง กับพวก · ในฐานะผู้ชำระบัญชี - นายศุภเสกข์ ลีลางกูร · จำเลย - ของบริษัทสปีดชิปปิ้งเซอร์วิส จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเกษมสันต์ วิลาวรรณ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 62/2539ฎีกา 11912/2553ฎีกา 5712/2541ฎีกา 8854/2547ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1166/2491ฎีกา 5494/2541ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 691/2534ฎีกา 582/2510ฎีกา 871/2531ฎีกา 4501/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา