⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 18/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ขณะยื่นฟ้อง แต่หากจะอ้างเป็นพยานหลักฐานต้องปิดอากรแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐาน โจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้เมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่ามอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีแทนเท่านั้นซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนจึงไม่ชอบ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 จึงเป็นการอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข.ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.18 ประมวลรัษฎากร ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพระประแดงจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,032,494 บาท ชำระหนี้ค่าย้อมผ้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,109,931 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,032,494 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540แต่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ว่า โจทก์ระบุที่อยู่ของโจทก์ผิด และใบแต่งทนายความกับหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราของห้างโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ โจทก์อาศัยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า"ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" คดีนี้ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทน ซึ่งโจทก์แนบมาท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานโจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ในเมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องคดีแทนเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาจึงเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากจำเลย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาทแก่จำเลย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท แก่จำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ โจทก์ บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ · จำเลย - บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ศรีสง่า · ระพินทร บรรจงศิลป · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5882/2541ฎีกา 6938/2539ฎีกา 2721/2548ฎีกา 4820/2548ฎีกา 225/2530ฎีกา 5640/2540ฎีกา 87/2534ฎีกา 2423/2550ฎีกา 959/2544ฎีกา 1111/2512ฎีกา 2195/2533ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2049/2528ฎีกา 991/2548ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 1609/2506ฎีกา 199/2535ฎีกา 3303/2532ฎีกา 2159/2530ฎีกา 2987/2517ฎีกา 801/2515ฎีกา 119/2532ฎีกา 7231/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ